← Back to all posts

Blue Ocean vs Red Ocean หาตลาดใหม่ยังไงในยุคที่แข่งกันดุ

Seller Pao··
Blue Ocean vs Red Ocean หาตลาดใหม่ยังไงในยุคที่แข่งกันดุ

เคยรู้สึกไหมว่าขายของเหมือนกับร้านอีกพันร้าน แข่งราคาทุกวัน กำไรบางจนแทบไม่เหลือ? แต่พอคิดจะขายอะไรใหม่ก็ไม่รู้จะขายอะไร

ถ้าใช่ นั่นคือความรู้สึกของคนที่อยู่ใน Red Ocean, และตอนนี้ Red Ocean ของไทยดุกว่าเดิม มีผู้ขายออนไลน์ไทยกว่า 3 ล้านรายที่แข่งขันกันอยู่บน platform เดียวกัน เสนอของคล้ายกัน ลดราคาสู้กัน

แต่ Blue Ocean มีอยู่จริง ถ้ารู้จักหา

Red Ocean คืออะไร?

Red Ocean คือ ตลาดที่มีอยู่แล้ว คู่แข่งเยอะ ทุกคนขายของเหมือนกัน แข่งกันที่ "ราคาต่ำสุด" กับ "ดีลที่ดีที่สุด"

ลักษณะ:

  • สินค้าที่ลูกค้าชินแล้ว คู่แข่งเยอะ ราคาถูกลงเรื่อย ๆ
  • กำไรน้อยลงเรื่อย ๆ ต้องลงทุน marketing สูง

ตัวอย่างในไทย:

  • ร้านเสื้อผ้าบน Shopee/Lazada แข่งราคาทุกวัน
  • ร้านกาแฟ ทุกซอยมีหลายร้าน
  • สายการบินราคาประหยัด ธุรกิจนำเข้าสินค้าจีน

Red Ocean ไม่ได้แย่นะ แต่อยู่รอดต้องอาศัยความสม่ำเสมอกับ execution ที่ดีกว่าคู่แข่ง

Blue Ocean คืออะไร?

Blue Ocean คือ ตลาดที่ยังไม่มีหรือยังไม่มีใครถึง แข่งขันต่ำ ลูกค้าไม่มีตัวเปรียบ ตั้งราคาได้สูงกว่า กำไรดีกว่า

หลักการ:

  • สร้าง demand ใหม่ ไม่แย่งลูกค้าจากตลาดเดิม
  • เพิ่ม value ในมิติที่ยังไม่มีใครทำ
  • ลดหรือกำจัดสิ่งที่ตลาดเดิม "ยึดถือ" แต่ลูกค้าไม่ได้ต้องการจริง

ตัวอย่างระดับโลก:

  • iPhone, เปลี่ยนนิยาม "ประสบการณ์ใช้มือถือ"
  • Netflix, จาก "เช่าหนัง" เป็น "ดูทุกที่ทุกเวลา"
  • Airbnb, จาก "โรงแรม" เป็น "พักกับคนท้องถิ่น"

เปรียบเทียบ Blue Ocean vs Red Ocean

มิติRed OceanBlue Ocean
แข่งขันสูงมากต่ำหรือไม่มี
Demandมีอยู่แล้วสร้างใหม่
กำไรบาง ลดเรื่อย ๆสูงกว่า ยั่งยืนกว่า
ราคาแข่งราคาลงกำหนดราคาได้
ความเสี่ยงต่ำ (ตลาดพิสูจน์แล้ว)สูง (ไม่แน่ว่า work)

ธุรกิจไทยที่ใช้ Blue Ocean สำเร็จ

KBank กับ K Plus

ธนาคารอื่นยังแข่งเรื่องสาขากับดอกเบี้ย KBank เดิมพันกับ digital banking ก่อนใคร กลายเป็นแอปที่ MAU สูงสุดในไทย สร้างน่านน้ำใหม่ในธุรกิจ Red Ocean สุด ๆ

ยันฮี วิตามิน วอเทอร์

โรงพยาบาลยันฮีขยายมาทำเครื่องดื่มสุขภาพ คนเห็น "โรงพยาบาล" = น่าเชื่อถือ positioning ที่ก็อปยาก

Food Delivery ยุคแรก

ตอน LINE Man กับ Grab Food เข้าไทยใหม่ ๆ ร้านที่ขึ้น platform แรก ๆ ได้ Blue Ocean ช่วง honeymoon

วิธีหา Blue Ocean สำหรับร้านเล็ก

Step 1: ดูว่ากลุ่มลูกค้าไหนถูก "ละเลย"

แบรนด์ใหญ่โฟกัสกลุ่มหลัก ทำให้มีคนที่ "อยากได้แต่ไม่มีใครทำให้" อยู่เสมอ

เช่น ครีมกันแดดสำหรับผิวคนไทย เสื้อผ้าคนตัวใหญ่ อาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุที่กินยาหลายตัว

Step 2: อะไรที่ "ตลาดบังคับมา" แต่ลูกค้าไม่ได้อยากได้?

ทุกร้านทำ แต่ลูกค้าไม่ value ก็ลดมัน แล้ว invest ในสิ่งที่ต้องการจริง ๆ

Step 3: Cross-industry innovation

เอา concept จากอุตสาหกรรมหนึ่งมาใส่อีกอุตสาหกรรม เช่น Subscription Box จาก beauty มาใช้กับสินค้าสัตว์เลี้ยง

Step 4: ทดสอบก่อนลงทุนเต็มตัว

ลอง pre-order batch เล็ก หรือ beta test กับกลุ่มเฉพาะก่อน

ข้อระวังของ Blue Ocean

  • ไม่ใช่ทุกไอเดียใหม่คือ Blue Ocean, บางทีที่ไม่มีใครทำเพราะตลาดไม่มีจริง ต้อง research ก่อน
  • Blue Ocean กลายเป็น Red Ocean ได้, พอ work คู่แข่งจะเข้ามา เตรียม defend ไว้ด้วย
  • ต้อง execute ให้ดี, ไอเดียดีอย่างเดียวไม่พอ ต้อง deliver value ที่ promise

เลือกน่านน้ำไหน?

Red Ocean ถ้า: เพิ่งเริ่ม ต้องการ cash flow เร็ว ทรัพยากรจำกัด มีข้อได้เปรียบเช่น ต้นทุนต่ำกว่า

Blue Ocean ถ้า: ต้องการ growth ยั่งยืน พร้อมลงทุนเวลาพิสูจน์ตลาด มี insight ที่คนอื่นยังไม่เห็น

ในความจริง ธุรกิจส่วนใหญ่ผสมทั้งสอง ทำ Red Ocean เพื่อ income ระยะสั้น ค้นหา Blue Ocean เพื่อ growth ระยะยาว

FAQ

Q: Blue Ocean ต้องคิดใหม่ 100% เสมอไหม?A: ไม่จำเป็น อาจเกิดจาก combine สิ่งที่มีอยู่ในรูปแบบใหม่ หรือทำกับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ยังไม่มีใครให้บริการ

Q: อยู่ใน Red Ocean ดุมาก ควรทำยังไง?
A: เลือก niche ภายใน Red Ocean แทนที่จะแข่งตลาดกว้าง เช่น แทนที่ขาย "เสื้อผ้าแฟชั่น" ทั่วไป เน้น "เสื้อผ้าสำหรับคุณแม่ให้นม" ซึ่งแข่งน้อยกว่ามาก

Q: ธุรกิจเล็ก ๆ สร้าง Blue Ocean ได้จริงไหม?
A: ได้ ไม่ต้องเป็น mega innovation ร้านเล็กสร้าง micro Blue Ocean ใน niche ของตัวเองได้ เช่น ร้านแรกในจังหวัดที่ทำ X หรือร้านเดียวที่รับ customize แบบ Y