Seller Pao
Back to all posts

ขายออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม? VAT 1.8 ล้าน คืออะไร (ฉบับเข้าใจง่าย)

Nong Pao·

"ขายออนไลน์อยู่บ้าน ไม่มีหน้าร้าน กรมสรรพากรจะรู้ได้ยังไง?"

ถ้าคิดแบบนี้อยู่ — บอกได้เลยว่าอันตรายมาก แล้วปี 2569 นี้ยิ่งอันตรายกว่าเดิม เพราะกรมสรรพากรร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและธนาคารในการแลกเปลี่ยนข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่บังคับใช้จริงแล้ว ทำให้ร้านออนไลน์ต้องจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างถูกต้องด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องภาษีอย่างเดียว

แต่บทความนี้ไม่ได้มาขู่ มาอธิบายตรง ๆ ว่ากฎหมายบอกอะไร ต้องทำอะไร แล้วก็จัดการยังไงที่ไม่ซับซ้อนเกินไปสำหรับร้านเล็กที่ไม่มีนักบัญชี

ร้านออนไลน์ "ถือเป็นธุรกิจ" ในสายตากฎหมายไหม?

ใช่ ถ้ามีรายได้ ถือว่าเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่ว่าจะเปิดหน้าร้านหรือขายออนไลน์อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

หลายคนเข้าใจผิดว่า "ขายออนไลน์ฟรีแลนซ์" หรือ "ขายของมือสอง" ไม่ต้องเสียภาษี ความจริงคือ รายได้ทุกบาทต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้

ภาษีที่ร้านออนไลน์ต้องรู้

1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ถ้าเปิดในนามตัวเอง)

ถ้าร้านออนไลน์ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท ถือว่าเป็นรายได้บุคคลธรรมดาประเภท "เงินได้จากพาณิชยกรรมและธุรกิจ" (เงินได้ประเภทที่ 8)

วิธีคำนวณ (สรุปเข้าใจง่าย):

```
รายได้รวมทั้งปี

  • ค่าใช้จ่าย (หักได้ 60% สูงสุดไม่เกิน 600,000 บาท สำหรับประเภทที่ 8) (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)
  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000 บาท)

= เงินได้สุทธิ

เงินได้สุทธิ → คำนวณภาษีตาม progressive rate (0-35%)
``` (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

ตัวอย่าง:

ขายของออนไลน์ รายได้ปี 1,200,000 บาท

  • หักค่าใช้จ่าย 60% = 720,000 บาท (แต่สูงสุด 600,000) → หักได้ 600,000 บาท (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)
  • เหลือ 600,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • เงินได้สุทธิ = 540,000 บาท
  • ภาษีที่ต้องจ่าย = ประมาณ 60,000-70,000 บาท

หมายเหตุสำคัญ: ถ้าเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายจริง (ต้นทุนสินค้า, ค่าขนส่ง, ค่าแพ็คกิ้ง, ค่าโฆษณา) แล้วพิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่า 60% ยื่นแบบแสดงค่าใช้จ่ายจริงได้เลย อาจประหยัดภาษีได้มาก (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ถ้าจดทะเบียนบริษัท)

ถ้าจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน เสียภาษีนิติบุคคลแทน อัตราปกติ 20% ของกำไรสุทธิ แต่ SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้สิทธิ์อัตราลดหย่อนพิเศษ (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

นี่คือตัวที่ร้านออนไลน์ต้องระวังที่สุด

VAT 1.8 ล้าน: Threshold ที่ต้องรู้ (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

กฎ: ถ้ามีรายได้จากขายสินค้าหรือบริการที่ต้องเสีย VAT เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แล้วเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า

หมายความว่า:

  • รายได้ต่ำกว่า 1.8 ล้าน/ปี: ไม่ต้องจด VAT (ยังต้องเสียภาษีเงินได้นะ แค่ไม่ต้องจด VAT)
  • รายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี: ต้องจด VAT ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้เกิน threshold

ถ้าไม่จด VAT ทั้งที่ต้องจด:

  • ถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
  • เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ค้างชำระ
  • เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน

คำนวณง่าย ๆ ว่าใกล้ threshold ไหม:

1.8 ล้านบาท/ปี = 150,000 บาท/เดือน = ประมาณ 5,000 บาท/วัน

ถ้าขายออเดอร์ 20-30 รายการ/วัน ราคาเฉลี่ย 200-300 บาท รายได้อาจใกล้หรือเกิน threshold แล้ว

กฎหมายอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง?

พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค

ร้านออนไลน์ต้องแสดงชื่อ-นามสกุลหรือชื่อร้าน, ที่อยู่, และช่องทางติดต่อ ไม่ใช่แค่ Page Facebook

พ.ร.บ. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ถ้าขายสินค้ามูลค่าสูงหรือจัดส่งต่างประเทศ มีกฎเรื่องสัญญาออนไลน์และการเปิดเผยข้อมูลที่ต้องทำให้ถูกต้อง

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

ร้านออนไลน์ที่เก็บข้อมูลลูกค้า เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ต้องมีนโยบายความเป็นส่วนตัวและขอความยินยอมให้ถูกต้อง การบังคับใช้จริงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2569

ประกาศ DBD (กรมพัฒนาธุรกิจการค้า)

ถ้าขายออนไลน์มีรายได้เกิน 1.8 ล้าน/ปี ควรจดทะเบียนพาณิชย์ด้วย (แยกจากจด VAT)

วิธีทำบัญชีง่าย ๆ สำหรับร้านเล็ก

ไม่ต้องมีโปรแกรมบัญชีราคาแพง สำหรับร้านที่ยังไม่ถึง 1.8 ล้าน ทำแบบนี้ก็พอ:

ขั้นตอนที่ 1: แยกบัญชีธนาคาร

เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้านโดยเฉพาะ อย่าใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินร้าน เพราะถ้าสรรพากรขอดูรายการเดินบัญชี จะแยกรายการออกมาง่าย

ขั้นตอนที่ 2: บันทึกรายได้ทุกเดือน

ไม่ต้องซับซ้อน แค่มี spreadsheet หรือ Google Sheets ที่บันทึก:

```
วันที่ | ช่องทาง | จำนวนออเดอร์ | รายได้รวม | หมายเหตุ
01/01 | Shopee | 45 | 12,500 |
01/01 | Facebook | 23 | 8,700 |
```

บันทึกทุกเดือน อย่าให้หล่นหาย

ขั้นตอนที่ 3: เก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย

เก็บทุกอย่างที่เป็นรายจ่ายของร้าน:

ค่าใช้จ่ายที่ใช้ลดหย่อนภาษีได้ (ถ้าพิสูจน์ได้):

  • ต้นทุนสินค้า (invoice จากซัพพลายเออร์)
  • ค่าขนส่ง (ใบเสร็จขนส่ง)
  • ค่าแพ็คกิ้ง กล่อง เทป bubble wrap
  • ค่าโฆษณา (Facebook Ads, TikTok Ads — ดาวน์โหลด invoice จากแพลตฟอร์ม)
  • ค่าเช่าโกดัง ค่าไฟ (ถ้าใช้เพื่อกิจการ)
  • ค่า platform fee (Shopee, Lazada commission)
  • ค่า subscription โปรแกรมจัดการร้าน

ขั้นตอนที่ 4: สรุปรายปี เตรียมยื่นภาษี

ทุกต้นปี (ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก่อนสิ้นเดือนมีนาคม):

  • รวมรายได้ทั้งปีจาก spreadsheet
  • รวมค่าใช้จ่ายทั้งปีที่มีหลักฐาน
  • กรอกแบบ ภ.ง.ด.90 (ถ้ามีรายได้ประเภทอื่นด้วย) หรือ ภ.ง.ด.94 (รายได้ครึ่งปีหลัง สำหรับเงินได้ประเภท 5-8)

เอกสารที่ต้องเก็บ (แล้วเก็บนานแค่ไหน)

เอกสารเก็บนานเท่าไหร่ทำไม
Invoice รับสินค้า/ต้นทุน5 ปีหลักฐานค่าใช้จ่าย
ใบเสร็จค่าขนส่ง5 ปีหลักฐานค่าใช้จ่าย
Statement บัญชีธนาคาร5 ปีหลักฐานรายได้
Invoice ค่าโฆษณา5 ปีหลักฐานค่าใช้จ่าย
สัญญาเช่า (ถ้ามี)ตลอดระยะสัญญา + 5 ปีหลักฐานค่าใช้จ่าย
รายงานขายจาก marketplace5 ปีหลักฐานรายได้

เคล็ดลับ: ดาวน์โหลด statement รายได้จาก Shopee, Lazada, TikTok Shop ทุกเดือน เก็บใน folder แยกตามปี แพลตฟอร์มพวกนี้เก็บ history ไม่นาน แต่ถ้าโดน audit ต้องมีข้อมูลย้อนหลังได้

เมื่อไหร่ควรจ้างนักบัญชี?

ทำเองได้ถ้า:

  • รายได้ต่ำกว่า 500,000 บาท/ปี
  • ค่าใช้จ่ายไม่ซับซ้อน
  • ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท

ควรจ้างนักบัญชีถ้า:

  • รายได้ใกล้หรือเกิน 1.8 ล้าน/ปี (ต้อง VAT registration)
  • จดทะเบียนบริษัทแล้ว (ต้องทำบัญชีตามมาตรฐาน + ส่งงบการเงิน)
  • มีพนักงาน (ต้องทำเงินเดือน + ประกันสังคม)
  • ต้องการขอสินเชื่อจากธนาคาร

ค่าจ้างนักบัญชีสำหรับร้านเล็กอยู่ที่ประมาณ 1,500-5,000 บาท/เดือน ถ้ารายได้ปีละกว่าล้านบาท ค่าบัญชีคุ้มกว่าความเสี่ยงโดนปรับมาก

Checklist เริ่มได้เลยวันนี้

  • [ ] เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้าน
  • [ ] ทำ spreadsheet บันทึกรายได้ทุกเดือน
  • [ ] เก็บ invoice ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายทุกใบ
  • [ ] ดาวน์โหลด statement รายได้จาก marketplace ทุกเดือน
  • [ ] ตรวจสอบว่ารายได้สะสมใกล้ 1.8 ล้านหรือยัง
  • [ ] ถ้าใกล้ threshold — ปรึกษานักบัญชีก่อนเกิน ไม่ใช่หลังโดนปรับ

FAQ

Q: ขายใน marketplace เช่น Shopee รายได้เข้า Shopee Wallet ก่อน กรมสรรพากรรู้ไหม?
A: รู้ได้ Shopee และแพลตฟอร์ม e-commerce ใหญ่ ๆ ในไทยมีนโยบายแชร์ข้อมูลกับหน่วยงานรัฐตามที่กฎหมายกำหนด รายได้ที่โอนจาก Shopee Wallet เข้าบัญชีธนาคารก็มีในรายการธนาคาร

Q: ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านแค่ปีเดียว ต่อไปรายได้ลดลงต่ำกว่า ยังต้องเสีย VAT อยู่ไหม?
A: ใช่ พอจด VAT แล้วต้องเสียต่อเนื่อง จะขอถอน VAT registration ได้ต่อเมื่อรายได้ต่ำกว่า threshold ติดต่อกัน 3 ปี แล้วยื่นขอถอนทะเบียนกับสรรพากร

Q: ต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาจากตลาดนัด ไม่มีใบเสร็จ ใช้เป็นหลักฐานได้ไหม?
A: ถ้าไม่มีใบเสร็จ ใช้เป็นหลักฐานค่าใช้จ่ายในการยื่นภาษีแบบค่าใช้จ่ายจริงไม่ได้ ในกรณีนี้ใช้วิธีหักค่าใช้จ่าย 60% แบบเหมาแทน จะง่ายกว่า

Q: ถ้าขายของมือสองส่วนตัว เช่น ขายของที่ไม่ใช้แล้ว ต้องเสียภาษีไหม?
A: ถ้าเป็นขายสินทรัพย์ส่วนตัวที่ใช้แล้วโดยไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ อาจไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าขายบ่อย ซื้อมาเพื่อขาย หรือมีรายได้ต่อเนื่อง ถือว่าเป็นธุรกิจแล้วต้องเสียภาษีตามปกติ

Q: ร้านเปิดในนามบุคคลธรรมดา กับจดทะเบียนบริษัท อะไรดีกว่า?
A: ขึ้นกับรายได้และแผนธุรกิจ บุคคลธรรมดายืดหยุ่นกว่า ต้นทุนต่ำกว่า เหมาะสำหรับรายได้ต่ำกว่า 2-3 ล้าน/ปี บริษัทเหมาะถ้ารายได้สูงกว่านั้น มีพนักงาน หรือต้องการ credibility ในการทำธุรกิจ B2B ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ

เรื่องภาษีฟังดูน่ากลัว แต่ถ้าเตรียมตัวตั้งแต่ต้น งานจะน้อยกว่าที่คิดมาก สิ่งสำคัญที่สุดคือเริ่มบันทึกรายได้-รายจ่ายตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้ถูกถามก่อนแล้วค่อยหาเอกสาร

ระบบจัดการร้านค้าช่วยในส่วน operation ได้ — ทั้งรายงานยอดขาย รายงานออเดอร์ และ export ข้อมูลที่ใช้ประกอบทำบัญชีได้ง่าย ๆ