กลับไปบทความทั้งหมด

ร้านค้าออนไลน์ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง สรุปให้ครบ

Seller Pao··

ร้านออนไลน์เสียภาษี 3 กลุ่มใหญ่: ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่กฎหมายให้คำนวณสองวิธีแล้วจ่ายตัวที่สูงกว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% สำหรับร้านที่รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ้างผู้อื่นทำงาน ทีม Seller Pao สรุปเกณฑ์ กำหนดยื่น และตัวอย่างคำนวณพร้อมลิงก์ต้นทางจากกรมสรรพากรไว้ในหน้าเดียว

ขอบเขต: สรุปภาษีที่ร้านออนไลน์ในไทยพบบ่อย ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล กรณีเฉพาะควรตรวจกับผู้ทำบัญชี บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำภาษี ตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรก่อนยื่น

ขายของออนไลน์ได้เงินมา แต่ไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษีอะไรบ้าง กลัวโดนเรียกเก็บย้อนหลังทีหลัง ถ้าเคยคิดแบบนี้ บอกได้เลยว่าไม่ใช่คนเดียว พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่าขายรายย่อยไม่ต้องเสียภาษี

ความจริงคือ ทุกคนที่มีรายได้จากการขายของ ต้องยื่นภาษีตามกฎหมาย แม้ยอดจะยังน้อยก็ตาม ต่างกันตรงรูปแบบภาษีที่เกี่ยวข้อง ขึ้นกับว่าขายในนามบุคคลหรือบริษัท และรายได้ถึงเกณฑ์ไหน

บทความนี้จะสรุปภาษีที่ร้านออนไลน์ต้องรู้ ตั้งแต่ภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ไปจนถึงภาษีหัก ณ ที่จ่าย พร้อมวิธีคำนวณทั้งสองแบบที่กฎหมายบังคับให้เทียบกัน ให้จบในหน้าเดียว

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คืออะไร

ภาษีแรกที่พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยต้องเจอคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รายได้จากการขายของออนไลน์ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร คือรายได้จากการค้าขาย ไม่ว่าจะขายผ่านช่องทางไหน Shopee Lazada TikTok Shop Facebook หรือ LINE ต้องนับรวมทั้งหมดเป็นก้อนเดียว

ฐานที่ใช้คำนวณคือกำไรสุทธิ ไม่ใช่ยอดขายรวม กำไรสุทธิคือ รายได้หักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อน หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องเสียภาษีจากยอดขายทั้งหมด ทั้งที่จริงไม่ใช่ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำคัญที่คนมักไม่รู้ คือกฎภาษีขั้นต่ำ 0.5% ของยอดขาย ซึ่งจะอธิบายต่อในหัวข้อวิธีคำนวณ

รายได้เท่าไหร่ถึงต้องยื่น

เกณฑ์การยื่นดูตามสถานะ ไม่ใช่ตามยอดกำไร

สถานะเกณฑ์รายได้ที่ต้องยื่น
บุคคลธรรมดา โสดเกิน 60,000 บาทต่อปี
สมรสแล้วเกิน 120,000 บาทต่อปี
มีงานประจำด้วยรวมรายได้ทั้งสองส่วนแล้วยื่นในแบบเดียวกัน

จุดที่ต้องแยกให้ชัดคือ ต้องยื่น ไม่ได้แปลว่า ต้องจ่าย เสมอไป หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนแล้ว หลายร้านเงินได้สุทธิไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี ผลคือยื่นแล้วภาษีเป็นศูนย์ แต่หน้าที่ยื่นยังอยู่

หักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ

ก่อนคำนวณภาษี ต้องเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายก่อน มีสองทาง

วิธีเลือกไม่ยาก ลองคำนวณทั้งสองแบบดูว่าตัวไหนหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า แล้วใช้ตัวนั้น

ค่าลดหย่อนที่ใช้ได้

หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังหักลดหย่อนได้อีกชั้น รายการหลักที่ร้านออนไลน์ใช้กันบ่อย

ค่าลดหย่อนจำนวน
ส่วนตัว60,000 บาท
คู่สมรสที่ไม่มีรายได้60,000 บาท
บุตร ต่อคน30,000 บาท
ประกันชีวิตสูงสุด 100,000 บาท
กองทุน SSF และ RMFตามที่จ่ายจริง ภายในเพดานที่กฎหมายกำหนด

รายการลดหย่อนมีการปรับเปลี่ยนตามมาตรการของแต่ละปี ก่อนยื่นควรเช็กรายการปีนั้นที่เว็บกรมสรรพากรอีกครั้ง

คำนวณภาษี 2 วิธี แล้วจ่ายตัวที่สูงกว่า

ข้อนี้สำคัญที่สุดและเป็นจุดที่ร้านออนไลน์พลาดมากที่สุด กฎหมายกำหนดให้คำนวณภาษีสองวิธี แล้วเสียภาษีตามจำนวนที่สูงกว่า ไม่ใช่เลือกวิธีที่ถูกกว่า

วิธีที่ 1 อัตราขั้นบันได

คำนวณจากเงินได้สุทธิ ตามสูตร เงินได้ หักค่าใช้จ่าย หักลดหย่อน เท่ากับเงินได้สุทธิ แล้วคูณอัตราภาษีแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้น ส่วนที่เกินขึ้นไปเสียเพิ่มขึ้นเป็นขั้น

เงินได้สุทธิ (บาท)อัตราภาษี
0 ถึง 150,000ยกเว้น
150,001 ถึง 300,0005%
300,001 ถึง 500,00010%
500,001 ถึง 750,00015%
750,001 ถึง 1,000,00020%
1,000,001 ถึง 2,000,00025%
2,000,001 ถึง 5,000,00030%
เกิน 5,000,00035%

อัตราขั้นบันไดคิดเป็นชั้น ไม่ใช่คิดอัตราเดียวกับยอดทั้งก้อน เงินได้สุทธิ 400,000 บาท ไม่ได้เสีย 10% ของ 400,000 แต่เสีย 0% ในชั้นแรก 5% ในชั้นที่สอง และ 10% เฉพาะส่วนที่เกิน 300,000 บาทขึ้นไป

วิธีที่ 2 ภาษีขั้นต่ำ 0.5% ของยอดขาย

วิธีนี้ไม่สนกำไร คิดจากยอดรายได้พึงประเมินทั้งก้อนในอัตรา 0.5% ตามมาตรา 48(2) แห่งประมวลรัษฎากร ฐานที่ใช้คือรายได้จากการขาย ไม่นับเงินเดือนจากงานประจำ

กฎหมายยกเว้นให้ถ้าภาษีที่คำนวณด้วยวิธีนี้ไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งเทียบเท่ายอดขาย 1 ล้านบาท ผลในทางปฏิบัติคือ วิธีที่ 2 เริ่มมีผลจริงเมื่อยอดขายเกิน 1 ล้านบาทต่อปี ร้านที่ยอดขายต่ำกว่านั้นใช้วิธีขั้นบันไดอย่างเดียวได้

เทียบสองวิธีให้เห็นภาพ

สมมติร้านมียอดขายทั้งปี 3,000,000 บาท กำไรดี เลือกหักเหมา 60% เหลือเงินได้ 1,200,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 1,140,000 บาท

วิธีคำนวณผลลัพธ์
วิธีที่ 1 ขั้นบันไดจากเงินได้สุทธิ 1,140,000 บาท150,000 บาท
วิธีที่ 2 ยอดขาย 3,000,000 บาท คูณ 0.5%15,000 บาท
ที่ต้องจ่ายจริง เลือกตัวที่สูงกว่า150,000 บาท

กลับกัน ถ้าร้านเดียวกันยอดขาย 3,000,000 บาท แต่เป็นสินค้าที่กำไรต่อชิ้นน้อย หักค่าใช้จ่ายตามจริง 2,900,000 บาท เหลือกำไร 100,000 บาท ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 40,000 บาท วิธีขั้นบันไดจะได้ภาษีเป็นศูนย์ แต่วิธีที่ 2 ยังได้ 15,000 บาท และเกิน 5,000 บาท ผลคือต้องจ่าย 15,000 บาท

นี่คือเหตุผลที่ร้านยอดขายสูงแต่กำไรบาง เช่น ร้านมือถือ ร้านของสด ร้านตัวแทนจำหน่าย มักเจอภาษีมากกว่าที่คิดไว้ ถ้าไม่รู้กฎข้อนี้ตั้งแต่ต้นปี จะกันเงินไว้ไม่พอตอนยื่น

กำหนดเวลายื่น

ผู้ที่มีรายได้จากการขายของ ต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง

ภาษีที่จ่ายไปแล้วในรอบครึ่งปี นำมาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายในรอบสิ้นปีได้ ไม่ได้เสียซ้ำสองรอบ

ยื่นออนไลน์ได้ที่ efiling.rd.go.th ไม่ต้องเดินทางไปสำนักงานสรรพากร และการยื่นทางออนไลน์ยังได้ขยายเวลาเพิ่มประมาณ 8 วันจากกำหนดปกติ (กรมสรรพากรประกาศทุกปี ดูตัวอย่างเกณฑ์ในคำถามถามบ่อย) ตรวจวันสุดท้ายของปีนั้นได้ที่เว็บกรมสรรพากร

ภาษีเงินได้นิติบุคคล คืออะไร

ถ้าจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ภาษีที่เกี่ยวข้องจะเปลี่ยนเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคล ยื่นปีละ 2 ครั้ง คือ ภ.ง.ด.51 ครึ่งปี และ ภ.ง.ด.50 ทั้งปี

การจดทะเบียนบริษัทมีข้อดีคือ ดูน่าเชื่อถือ แยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ และภาษีนิติบุคคลในอัตราปกติ 20% ของกำไรสุทธิ แต่มีภาระเพิ่มคือ ต้องทำบัญชีตามมาตรฐาน จ้างผู้ทำบัญชี และยื่นงบการเงินทุกปี

อีกข้อที่มองข้ามไม่ได้คือ นิติบุคคลไม่มีกฎภาษีขั้นต่ำ 0.5% ของยอดขายแบบบุคคลธรรมดา ร้านที่ยอดขายสูงแต่กำไรบาง เมื่อคำนวณแล้วบางกรณีจดบริษัทเสียภาษีน้อยกว่า จุดนี้ควรคำนวณเทียบกันจริงก่อนตัดสินใจ

ร้านเล็กที่เพิ่งเริ่มยังไม่จำเป็นต้องจดบริษัท ขายในนามบุคคลธรรมดาก่อนได้ แล้วค่อยเปลี่ยนเมื่อรายได้ถึงระดับที่คุ้มกับภาระการทำบัญชี

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เกณฑ์ 1.8 ล้านบาท

ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าและบริการ อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 7% ของราคาขาย

กฎสำคัญคือ ผู้ที่มีรายได้จากการขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ ตามมาตรา 85/1 แล้วเริ่มเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า และนำส่งสรรพากรทุกเดือนด้วยแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ตามมาตรา 83

หลายร้านปล่อยให้รายได้ทะลุเกณฑ์แล้วไม่จด เพราะไม่อยากยุ่งยาก แต่การจดช้ามีค่าปรับ และไม่สามารถออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าที่เป็นบริษัทได้ ซึ่งอาจเสียลูกค้าธุรกิจไปทั้งกลุ่ม

ยกตัวอย่างการคำนวณ VAT ให้เห็นภาพ

สมมติร้านจด VAT แล้ว ขายสินค้าราคา 1,000 บาท ลูกค้าต้องจ่ายรวม 1,070 บาท แบ่งเป็น ราคาสินค้า 1,000 บาท และ VAT 70 บาท

รายการจำนวน
ราคาสินค้าไม่รวม VAT1,000 บาท
VAT 7%70 บาท
ยอดรวมที่ลูกค้าจ่าย1,070 บาท
VAT ที่นำส่งสรรพากร70 บาท (หัก VAT ซื้อสินค้าได้)

ร้านที่จด VAT แล้ว ซื้อสินค้ามา 600 บาท โดน VAT เข้า 42 บาท ก็สามารถนำไปหักออกจาก VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้าได้ เหลือนำส่งจริง 28 บาท หลักการนี้เรียกว่า ภาษีซื้อหักภาษีขาย

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกี่ยวข้องกับร้านออนไลน์เมื่อจ้างผู้อื่นทำงาน เช่น จ้างฟรีแลนซ์ถ่ายรูปสินค้า หรือจ้างเขียนคอนเทนต์

ผู้จ่ายเงินต้องหักภาษีตามอัตราที่กำหนดก่อนจ่าย แล้วนำส่งสรรพากร พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับเงิน

ตัวอย่างเช่น จ้างถ่ายรูปสินค้า 10,000 บาท อัตราหักสำหรับค่าจ้างทำของทั่วไป 3% ตามคำสั่งกรมสรรพากร ต้องหัก 300 บาท จ่ายจริง 9,700 บาท แล้วนำส่ง 300 บาทให้สรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ตามมาตรา 52

เอกสารที่ต้องเก็บ และเก็บนานแค่ไหน

เอกสารคือสิ่งเดียวที่ยืนยันตัวเลขในแบบยื่นภาษีได้ ถ้าสรรพากรเรียกตรวจแล้วไม่มีหลักฐาน ค่าใช้จ่ายที่หักไว้อาจถูกตีตกทั้งก้อน

  • หลักฐานรายได้ ได้แก่ statement ธนาคารยอดโอนเข้า และรายงานยอดขายจากแต่ละแพลตฟอร์ม
  • หลักฐานค่าใช้จ่าย ได้แก่ ใบเสร็จซื้อสินค้า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม
  • ใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์ สำหรับร้านที่จด VAT แล้ว เพื่อใช้เป็นภาษีซื้อ

เอกสารทั้งหมดต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี ตามมาตรา 87/3 เก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลได้ ขอแค่ค้นหาย้อนหลังได้จริงและอ่านออกชัดเจน

ต้องจดทะเบียนอะไร ตอนไหน

สรุปไทม์ไลน์คร่าวๆ ให้เห็นภาพทั้งปี

ช่วงเวลาสิ่งที่ต้องทำ
เริ่มขายได้เลยขายในนามบุคคลธรรมดา เก็บหลักฐานรายได้ทุกช่องทาง
ยอดขายเกิน 1 ล้านบาท/ปีเข้าเกณฑ์เทียบภาษีขั้นต่ำ 0.5% ของยอดขาย แล้วจ่ายตัวที่สูงกว่า
รายได้ถึง 1.8 ล้านบาท/ปีจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน
ทุกวันที่ 30 กันยายนยื่น ภ.ง.ด.94 ภาษีครึ่งปีแรก
ทุกวันที่ 31 มีนาคมยื่น ภ.ง.ด.90 ภาษีทั้งปี
ทุกเดือน (ถ้าจด VAT)ยื่น ภ.พ.30 และนำส่งภายในวันที่ 15
ทุกเดือน (ถ้าหักภาษี ณ ที่จ่าย)นำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

ใครที่ขายหลายช่องทาง ควรเก็บยอดขายแยกช่องทางไว้ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้รวมยอดตอนสิ้นปีไม่พลาด

ยื่นช้า หรือ ไม่ยื่น มีโทษอะไร

การไม่ยื่นไม่ได้จบแค่จ่ายภาษีย้อนหลัง ยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกสองก้อน

กรณีร้ายแรง เช่น เจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือใช้เอกสารเท็จ อาจมีความรับผิดทางอาญาเพิ่มเข้ามาด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน

ข้อควรรู้อีกอย่างคือ ปัจจุบันสรรพากรเชื่อมข้อมูลกับสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ยอดโอนเข้าบัญชีและยอดขายบนแพลตฟอร์มถูกตรวจย้อนหลังได้ การเงียบไว้จึงไม่ใช่ทางออก ยื่นให้ถูกตั้งแต่ต้นถูกกว่ามาก

ตัวช่วยให้ภาษีไม่ยุ่งยาก

ภาษีจะยุ่งยากก็ต่อเมื่อข้อมูลไม่มีระเบียบ ร้านที่เก็บหลักฐานรายได้และค่าใช้จ่ายเป็นระบบ จะยื่นภาษีได้ง่ายและเสียภาษีไม่เกินจริง

ระบบหลังบ้านที่ดีช่วยรวมยอดขายจากทุกช่องทาง ออกรายงานรายได้ ออกใบกำกับภาษีและ e-Tax Invoice ให้อัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งรวบรวมยอดจากหลายแอปเองตอนสิ้นปี

ยอดขายรวมที่ถูกต้องยังสำคัญกับการเทียบภาษีสองวิธี เพราะวิธี 0.5% คิดจากยอดขายทั้งก้อน ถ้ารวมยอดผิด ตัวเลขภาษีก็ผิดตาม

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าออกเอกสารถูกต้องตั้งแต่ต้น เมื่อสรรพากรเรียกตรวจสอบ ร้านก็มีหลักฐานครบ ไม่ต้องปวดหัวไล่หาหลักฐานย้อนหลัง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องภาษีร้านออนไลน์

  • ไม่ยื่นภาษีเพราะคิดว่ารายได้น้อยไม่ถึงเกณฑ์ ความจริงคือทุกคนต้องยื่น ถ้ายอดน้อยก็เสียภาษีน้อยหรือไม่เสีย แต่ต้องยื่น
  • คิดว่าเสียภาษีจากยอดขายรวม ทั้งที่จริงเริ่มจากกำไรสุทธิ แล้วค่อยเทียบกับภาษีขั้นต่ำ 0.5%
  • ไม่รู้ว่ามีการคำนวณสองวิธี ยอดขายเกิน 1 ล้านบาทแต่กำไรบาง คิดว่าภาษีเป็นศูนย์ สุดท้ายโดนเรียกเก็บย้อนหลัง
  • ไม่เก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย ของทุกอย่างที่ซื้อมาเพื่อขายคือต้นทุนที่หักได้ ต้องเก็บใบเสร็จไว้
  • รายได้ทะลุ 1.8 ล้านบาทแล้วไม่จด VAT โดนค่าปรับและเสียโอกาสทำธุรกิจกับบริษัท
  • คิดว่าจดทะเบียนพาณิชย์แล้วไม่ต้องยื่นภาษีแยก จดทะเบียนพาณิชย์กับการยื่นภาษีเป็นสองเรื่องที่แยกกัน
  • ปนยอดส่วนตัวกับยอดร้าน สิ้นปีนั่งไล่แยกทีละรายการ ปวดหัวเปล่าๆ

สรุป

ร้านออนไลน์เสียภาษีไม่หนีใคร สิ่งสำคัญคือรู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหน แล้วยื่นให้ถูกต้องตรงเวลา

เริ่มจากยื่นภาษีเงินได้ให้ครบ เก็บหลักฐานรายได้ทุกช่องทางไว้อย่างน้อย 5 ปี ยอดขายเกิน 1 ล้านบาทต้องเทียบภาษีสองวิธีแล้วจ่ายตัวที่สูงกว่า พอรายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทก็จด VAT ภายใน 30 วัน ถ้าข้อมูลเป็นระบบตั้งแต่ต้น ภาษีจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง: ปฏิทินยื่นภาษีร้านออนไลน์ 12 เดือน ไม่พลาดสักตัว · ใบกำกับภาษี: 5 ข้อผิดพลาดที่ร้านไทยทำบ่อย + วิธีแก้

อ้างอิง: กรมสรรพากร และระบบ e-Tax Invoice ตรวจเกณฑ์และกำหนดเวลาปัจจุบันได้ที่เว็บทางการ

แหล่งอ้างอิง

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT

ตอบ: เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ แล้วเริ่มเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า

รายได้เท่าไหร่ต้องยื่นภาษีเงินได้

ตอบ: บุคคลธรรมดาสถานะโสด รายได้เกิน 60,000 บาทต่อปีต้องยื่น สมรสแล้วเกิน 120,000 บาทต่อปี แต่ต้องยื่นไม่ได้แปลว่าต้องจ่าย หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนแล้วภาษีอาจเป็นศูนย์

คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างไร

ตอบ: มีสองวิธีที่ต้องคำนวณทั้งคู่แล้วจ่ายตัวที่สูงกว่า วิธีที่ 1 อัตราขั้นบันไดจากเงินได้สุทธิ คือรายได้หักค่าใช้จ่ายหักลดหย่อน เริ่มยกเว้น 150,000 บาทแรก และไล่ขึ้นถึง 35% วิธีที่ 2 คิด 0.5% ของยอดขายทั้งก้อน ซึ่งได้รับยกเว้นถ้าคำนวณได้ไม่เกิน 5,000 บาท เท่ากับเริ่มมีผลจริงเมื่อยอดขายเกิน 1 ล้านบาทต่อปี

ยอดขายสูงแต่กำไรน้อย ต้องเสียภาษีไหม

ตอบ: อาจต้องเสีย เพราะวิธีที่ 2 คิดจากยอดขาย ไม่ได้คิดจากกำไร ร้านยอดขาย 3 ล้านบาทที่กำไรบางจนภาษีขั้นบันไดเป็นศูนย์ ยังต้องจ่าย 0.5% ของ 3 ล้านบาท คือ 15,000 บาท เพราะเกิน 5,000 บาท

หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% กับหักตามจริง เลือกแบบไหน

ตอบ: หักเหมา 60% เหมาะกับร้านที่ต้นทุนจริงต่ำกว่า 40% ของยอดขาย ไม่ต้องมีเอกสาร หักตามจริงเหมาะกับร้านต้นทุนสูง แต่ต้องเก็บใบเสร็จครบทุกรายการ วิธีเลือกคือคำนวณทั้งสองแบบแล้วใช้ตัวที่หักได้มากกว่า

ขายออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม

ตอบ: แนะนำให้จดทะเบียนพาณิชย์เพื่อความน่าเชื่อถือ แต่ไม่บังคับสำหรับร้านเล็กทั่วไป ข้อดีคือมีหลักฐานทางกฎหมาย และสะดวกเมื่อต้องทำธุรกรรมกับหน่วยงานหรือคู่ค้าใหญ่ ทั้งนี้การจดทะเบียนพาณิชย์ไม่ได้แทนการยื่นภาษี ยังต้องยื่นตามกำหนดเหมือนเดิม

ขายรายย่อยรายได้น้อย ต้องยื่นภาษีไหม

ตอบ: ต้องยื่น แม้รายได้น้อยจนไม่ต้องเสียภาษี ก็ควรยื่นให้ถูกต้อง เพราะเป็นการบันทึกข้อมูลรายได้ไว้ และป้องกันปัญหาย้อนหลังเมื่อรายได้โตขึ้น

ขายออนไลน์ควบคู่งานประจำ ยื่นยังไง

ตอบ: รวมรายได้ทั้งสองส่วนแล้วยื่น ภ.ง.ด.90 เงินเดือนเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40(1) รายได้จากการขายเป็นประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8) หมายเหตุคือฐานคำนวณภาษีขั้นต่ำ 0.5% ไม่นับเงินเดือน

ยื่นภาษีปีละกี่ครั้ง

ตอบ: ปีละ 2 ครั้ง ภ.ง.ด.94 ยื่นภายในวันที่ 30 กันยายน สำหรับรายได้ครึ่งปีแรก และ ภ.ง.ด.90 ยื่นภายในวันที่ 31 มีนาคม สำหรับรายได้ทั้งปี ยื่นออนไลน์ที่ efiling.rd.go.th ได้ขยายเวลาเพิ่มประมาณ 8 วัน

ไม่ยื่นภาษี มีโทษอะไร

ตอบ: มีเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ โดยรวมแล้วไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามคำถามถามบ่อยของกรมสรรพากร เบี้ยปรับกรณียื่นแล้วถูกประเมินเพิ่ม 1 เท่า และกรณีไม่ยื่นเลยแล้วถูกประเมิน 2 เท่า ตามมาตรา 22 และ 26 ประมวลรัษฎากร กรณีร้ายแรงที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงอาจมีความรับผิดทางอาญาด้วย

ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่หักภาษีได้

ตอบ: ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ค่าแพ็กกิ้ง ค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา ค่าไฟและค่าเช่าพื้นที่จัดเก็บ ทุกอย่างที่จ่ายเพื่อการขาย ต้องเก็บหลักฐานไว้ให้ครบ

เอกสารภาษีต้องเก็บไว้นานแค่ไหน

ตอบ: เก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี ทั้งหลักฐานรายได้ หลักฐานค่าใช้จ่าย และใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์ เก็บเป็นไฟล์ดิจิทัลได้ ขอให้ค้นย้อนหลังได้และอ่านชัดเจน

e-Tax Invoice คืออะไร จำเป็นไหม

ตอบ: e-Tax Invoice คือ ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งทางระบบ โดยไม่ต้องพิมพ์กระดาษ (ระบบทางการคือ e-Tax Invoice ของกรมสรรพากร) ลูกค้าที่เป็นบริษัทนิยมใช้ ระบบหลังบ้านที่ดีจะออกให้อัตโนมัติจากยอดขายที่บันทึกไว้

---
Seller Pao ช่วยรวมรายได้จากทุกช่องทาง ออกใบกำกับภาษีและ e-Tax ให้อัตโนมัติ พร้อมสำหรับการยื่นภาษี เริ่มใช้ฟรี 0 บาทได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

ประวัติการแก้ไข

  • 2 ก.ย. 2569: เพิ่มลิงก์ต้นทางจากกรมสรรพากรทุกข้ออ้างหลัก ปรับคำอธิบายเบี้ยปรับให้ตรงมาตรา 22 และ 26 และใส่ขอบเขตต้นบทความ