Seller Pao
Back to all posts

7 เทคนิคตั้งราคาสินค้าด้วยจิตวิทยา ที่เอาไปใช้ได้เลย

Nong Pao·

ราคา 100 บาท กับ 99 บาท ต่างกันบาทเดียว แต่ยอดขายอาจต่างกันหลายเท่า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือจิตวิทยาที่แบรนด์ใหญ่ ๆ ใช้มาหลายสิบปีแล้ว

แต่ยุคนี้ตั้งราคาให้ถูกจิตวิทยาอย่างเดียวยังไม่พอ ค่าธรรมเนียม platform กินไปส่วนหนึ่งอยู่แล้ว — Shopee ปรับขึ้น +5% tech fee, Lazada +1.5%, TikTok Shop รวมแล้วเกือบ 10% ถ้าตั้งราคาแบบ "ต้นทุนบวกกำไรแล้วจบ" โดยไม่นับ fee พวกนี้เข้าไป บางทีขายดีแต่กำไรไม่เหลือ (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

มาดูเทคนิคที่ทำได้เลยตอนนี้

ทำไมราคาถึงไม่ใช่แค่ตัวเลข?

สมองคนเราไม่ได้คิดเรื่องราคาแบบ rational ตลอด ตัดสินใจซื้อจากความรู้สึกก่อน แล้วค่อยหาเหตุผลมา support ทีหลัง

เพราะงั้น ราคาที่ "รู้สึกดี" สำคัญพอ ๆ กับราคาที่ "สมเหตุสมผล"

7 เทคนิคจิตวิทยาตั้งราคา

1. Charm Pricing — ลงท้าย 9

คลาสสิกแต่ยังได้ผล สมองยึดเลขหน้าสุดก่อน

  • 199 บาท ดูเหมือน "หลักร้อยต้น ๆ"
  • 200 บาท ดูเหมือน "สองร้อย" รู้สึกแพงกว่า

ต่างแค่บาทเดียว แต่งานวิจัยพบว่าเพิ่ม conversion ได้จริง เหมาะกับสินค้า impulse buy ราคาไม่แพง

2. Anchor Pricing — ตั้งราคาเปรียบเทียบ

"ตั้งราคาสูงไว้ก่อน แล้วลดให้ดูคุ้ม"

ตัวอย่าง: เสื้อผ้าอยากขาย 590 ตั้งราคาปกติ 890 แล้วทำ "ลด -33%" เหลือ 590 (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

ลูกค้าเห็น 890 (anchor) ก่อน รู้สึกว่า 590 ถูกมาก ทั้ง ๆ ที่ราคาจริงที่อยากขายคือ 590 ตั้งแต่แรก

สำคัญ: anchor ต้องสมเหตุสมผล ตั้งสูงเกินจนดูโกหก ลูกค้าไม่เชื่อ

3. Bundle Pricing — รวมแพ็กดูคุ้ม

แทนที่ขาย A = 200, B = 150 แยก ลอง Bundle A+B = 299 (ประหยัด 51)

ลูกค้ารู้สึกว่าได้ deal ดี แล้วกำไรรวมอาจสูงกว่าขายแยกด้วย เพราะ average order value เพิ่ม

เหมาะกับ: สินค้าที่ใช้คู่กัน promotions clearing สินค้าขายช้า

4. Decoy Pricing — สร้างตัวเลือกล่อ

3 ตัวเลือก:

  • S — 150 บาท
  • M — 250 บาท (decoy)
  • L — 280 บาท

M ดูไม่คุ้ม จ่ายเพิ่มแค่ 30 ได้ L ที่ดีกว่าเยอะ ลูกค้าส่วนใหญ่เลือก L แม้ไม่ได้ต้องการตั้งแต่แรก

เหมาะกับ: สินค้าหลายขนาด/ระดับ อาหาร เครื่องดื่ม subscriptions

5. Free Shipping Psychology — ฟรีค่าส่ง trigger สำคัญ

ลูกค้าไทยเกลียดค่าส่งมาก "ฟรีค่าส่ง" กระตุ้น conversion สูงกว่า "ลดราคาเท่ากัน"

ของ 49 บาท ค่าส่ง 30 = 79 กับ ราคา 79 จัดส่งฟรี ลูกค้ามักเลือกอันสอง แม้จ่ายเท่ากัน

6. Price-Quality Signaling — ราคาบอกคุณภาพ

บางทีราคาต่ำเกินทำให้ลูกค้าไม่เชื่อถือ ครีมบำรุงผิว 89 บาทคนสงสัยว่าส่วนผสมอะไร แต่ 390 รู้สึกว่าน่าจะดี

สินค้า premium อย่า race to the bottom เรื่องราคา มันทำลาย brand perception

7. Odd-Even Pricing — เลขคี่กับเลขคู่ส่งสัญญาณต่างกัน

  • เลขคี่ (99, 197, 499) → รู้สึกถูก ประหยัด
  • เลขคู่ (100, 200, 500) → รู้สึก premium มีคุณภาพ

ต้องการ volume ใช้เลขคี่ ต้องการ positioning เป็น quality brand ใช้เลขคู่

ตัวอย่างตั้งราคาสำหรับร้านไทย

ร้านเสื้อผ้า:

  • ต้นทุน 120 อยากได้กำไร 60% = 192 (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)
  • ปรับเป็น charm pricing → 199 บาท bundle 2 ตัว 379

ร้านอาหารเสริม:

  • ต้นทุน 150 อยากขาย 390
  • เพิ่ม anchor: ~~550~~ ลดเหลือ 390
  • Bundle 3 กล่อง 990 (ประหยัด 180)

ข้อผิดพลาดเรื่องราคาที่มักทำ

  1. ตั้งตามต้นทุนอย่างเดียว — ลืมมองตลาดกับ perceived value
  2. ลดราคาเป็น reflex ตอนขายไม่ออก — บางทีปัญหาคือ marketing ไม่ใช่ราคา
  3. ไม่เคย A/B test ราคา — ลอง split test ดูว่าราคาไหน convert ดีกว่า
  4. ไม่อัปเดตตามต้นทุนที่เปลี่ยน — ต้นทุนขึ้นแต่ราคาเดิม กำไรหาย
  5. ราคาไม่สอดคล้องกัน — Shopee ราคาหนึ่ง Facebook อีกราคา ลูกค้าสับสน และอาจเสียความน่าเชื่อถือ

หาราคาที่เหมาะสมสำหรับร้านใหม่

  1. เช็คคู่แข่ง บน Shopee/Lazada ดูร้านขายดี 3-5 ร้าน จดราคา
  2. คำนวณ break-even จริง ๆ ต้นทุนสินค้า + packaging + ค่าส่ง + platform fee (บวก fee ของแต่ละ platform ให้ครบ อย่าลืมว่า Shopee มี tech fee เพิ่มมาอีกแล้ว)
  3. เลือก positioning value brand หรือ premium brand?
  4. ทดสอบ ลองขายสองราคาแล้วเก็บข้อมูล

สรุป

ตั้งราคาไม่ใช่แค่คณิตศาสตร์ แต่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ราคาที่ดีทำให้ลูกค้ารู้สึก "คุ้ม" ในขณะที่คุณยังมีกำไร

เริ่มจาก charm pricing กับ free shipping ก่อน แล้วค่อย ๆ ทดลอง bundle กับ decoy ทำสม่ำเสมอ ดูตัวเลข ปรับตามผลจริง

FAQ

Q: ตั้งราคาสูงแล้วคนไม่ซื้อ ต้องลดทันทีไหม?
A: ไม่จำเป็น ดูก่อนว่าปัญหาคืออะไร บางทีไม่ใช่ราคา แต่คือ content ไม่ดึงดูด รูปไม่สวย description ไม่ชัด

Q: ขายของเหมือนร้านอื่น ควรตั้งราคาเท่ากันหรือต่ำกว่า?
A: สินค้าเหมือนกันจริง ราคาต่ำกว่าได้เปรียบ แต่ถ้าบริการหรือ experience ดีกว่า ตั้งเท่าหรือแพงกว่านิดได้ เน้นสื่อสาร value ที่ต่าง

Q: ควรทำ flash sale บ่อยแค่ไหน?
A: บ่อยเกินลูกค้าจะรอส่วนลดอย่างเดียว ไม่เกิน 2-4 ครั้งต่อเดือน ผูกกับเหตุการณ์จริง เทศกาล วันเกิดร้าน milestone