กลับไปบทความทั้งหมด

ขายของออนไลน์โดยไม่สต๊อกสินค้า ทำยังไง ขายได้จริงไหม

Seller Pao·

เคยไหม อยากขายของออนไลน์ แต่ทุนน้อย กลัวสั่งของมากองแล้วขายไม่ออก ของค้างเป็นหมื่น บางคนเลยไม่กล้าเริ่มสักที ทั้งที่จริงๆ แล้วมีทางที่เสี่ยงน้อยกว่านั้นเยอะ

ข่าวดีคือ การขายแบบไม่ต้องสต๊อกสินค้า มีอยู่จริงและทำได้จริง ไม่ต้องมีคลัง ไม่ต้องสำรองเงินซื้อของก้อนใหญ่ เริ่มได้ด้วยเงินหลักร้อย

บทความนี้จะอธิบายว่าการขายแบบนี้คืออะไร ข้อดีข้อเสียที่ต้องรู้ วิธีเลือกซัพพลายเออร์ และตัวอย่างตัวเลขกำไรให้เห็นภาพชัดๆ

ขายแบบไม่สต๊อก คืออะไร

การขายแบบไม่สต๊อก หรือที่หลายคนเรียก Dropship คือ การรับออเดอร์จากลูกค้าก่อน แล้วค่อยสั่งสินค้าจากซัพพลายเออร์ให้ส่งตรงถึงลูกค้า โดยร้านไม่ต้องจับต้องสินค้าเลย

ขั้นตอนการทำงานแบบไม่สต๊อก

  1. ลูกค้าสั่งซื้อและจ่ายเงิน (หรือเลือกเก็บเงินปลายทาง)
  2. ร้านส่งออเดอร์ต่อให้ซัพพลายเออร์ทันที
  3. ซัพพลายเออร์แพ็กของและส่งให้ลูกค้า
  4. ร้านได้กำไรจากส่วนต่างราคา

ข้อดีของการขายแบบไม่สต๊อก

  1. ลงทุนน้อยมาก เริ่มได้ด้วยเงินหลักร้อย หลักพัน ไม่ต้องซื้อของมากอง
  2. ไม่ต้องมีคลังสินค้า ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าที่เก็บของ
  3. ไม่เสี่ยงของค้างสต๊อก ถ้าขายไม่ออกก็ไม่เสียเงินค่าสินค้า
  4. ทดสอบสินค้าหลายแบบได้ไว สินค้าไหนขายไม่ดี เปลี่ยนได้ทันที
  5. ขยายสินค้าได้ไม่จำกัด เพราะไม่ต้องซื้อสต๊อกไว้ล่วงหน้า

ข้อเสียที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม

ไม่มีอะไรฟรี ข้อเสียที่เจอจริง:

  1. กำไรต่อชิ้นน้อยกว่าแบบสต๊อกเอง เพราะซัพพลายเออร์ก็ต้องหากำไรของเขา
  2. ควบคุมคุณภาพสินค้าไม่ได้ 100% เพราะไม่เห็นของจริงก่อนส่ง
  3. ควบคุมเวลาส่งยาก ถ้าซัพพลายเออร์ส่งช้า ลูกค้าโทษร้าน ไม่โทษซัพพลายเออร์
  4. เสี่ยงสต๊อกของซัพพลายเออร์หมด รับออเดอร์มาแล้วของไม่มี ต้องคืนเงินลูกค้า

เหมาะกับใคร

เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่ม ไม่มีทุนเยอะ หรืออยากทดสอบตลาดก่อนลงทุนจริง มือใหม่หลายคนเริ่มแบบนี้ แล้วค่อยขยับมาเป็นสต๊อกเองเมื่อมีออเดอร์มั่นคง

ส่วนร้านที่จริงจังและอยากได้กำไรต่อชิ้นดีขึ้น มักเปลี่ยนมาสต๊อกสินค้าที่ขายดีที่สุดเพียงไม่กี่ตัว แล้วใช้วิธีไม่สต๊อกกับสินค้าตัวอื่นเสริม

ตัวอย่างตัวเลขกำไรแบบไม่สต๊อก

สมมติขายกระเป๋าราคา 350 บาท สั่งจากซัพพลายเออร์ 250 บาท ส่วนต่าง 100 บาท หักค่าคอมแพลตฟอร์ม 5% (17.5 บาท) ค่าโฆษณา 10% (35 บาท) เหลือกำไรประมาณ 47.5 บาทต่อใบ หรือราว 13-14%

รายการจำนวนเงิน
ราคาขาย350 บาท
ต้นทุนจากซัพพลายเออร์250 บาท
ค่าคอมแพลตฟอร์ม 5%17.5 บาท
ค่าโฆษณา 10%35 บาท
กำไรต่อชิ้น47.5 บาท (13.6%)

ถ้าขายแบบเก็บเงินปลายทาง (COD) หักค่าธรรมเนียม 2-3% เพิ่มอีก กำไรอาจเหลือราว 10% ต่อชิ้น ดังนั้นต้องขายปริมาณมากพอ หรือเลือกสินค้าที่ส่วนต่างจากซัพพลายเออร์กว้างๆ

วิธีเลือกซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือ

ซัพพลายเออร์คือหัวใจของธุรกิจแบบนี้ เลือกไม่ดี ร้านเจ๊งเพราะรีวิวได้ หลักการเลือก:

เช็กลิสต์ 5 ข้อก่อนเลือกซัพพลายเออร์

  1. ส่งของไว ไม่เกิน 2-3 วันหลังรับออเดอร์ ยิ่งไว ยิ่งลดปัญหา
  2. มีสต๊อกจริง ไม่รับออเดอร์เกินของที่มี
  3. รับผิดชอบของเสียและของหาย มีนโยบายเปลี่ยนหรือคืนชัดเจน
  4. สื่อสารตอบไว มีช่องทางติดต่อที่ใช้ได้จริง
  5. เริ่มจากสั่งทดลองซื้อของเอง 1-2 ชิ้น เพื่อเช็กคุณภาพและเวลาส่งจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  1. เลือกซัพพลายเออร์จากราคาถูกสุดอย่างเดียว จนเจอของช้า ของเสีย ไม่รับผิดชอบ
  2. รับออเดอร์เกินสต๊อกซัพพลายเออร์ แล้วต้องคืนเงินลูกค้า เสียทั้งเงินและความเชื่อถือ
  3. ไม่เช็กสต๊อกก่อนโฆษณา ขายของที่ไม่มีจริง โดนแบนหรือโดนรีวิวไม่ดี
  4. ไม่เผื่อกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขายเยอะแต่กำไรแทบไม่เหลือ

สรุป

ขายแบบไม่สต๊อกเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับมือใหม่ ไม่ต้องกลัวของค้าง เริ่มได้เลยวันนี้ พอมีออเดอร์สม่ำเสมอ ค่อยขยับมาสต๊อกสินค้าที่ขายดีเอง แล้วกำไรต่อชิ้นจะดีขึ้นเอง

อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง: Dropshipping คืออะไร เริ่มยังไง ไม่สต๊อกสินค้าแต่ขายได้จริงไหม · ขายของออนไลน์ เริ่มต้นยังไง ฉบับสมบูรณ์สำหรับมือใหม่

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Dropship กับขายแบบไม่สต๊อก ต่างกันไหม

ตอบ: คือแบบเดียวกัน ต่างแค่คำเรียก หลักการคือรับออเดอร์ก่อนแล้วค่อยสั่งของจากซัพพลายเออร์ให้ส่งตรงถึงลูกค้า ไม่ต้องสต๊อกสินค้าไว้เอง เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มหรือทุนน้อย

ไม่สต๊อกแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าของมีจริง

ตอบ: ต้องเช็กกับซัพพลายเออร์ก่อนรับออเดอร์ โดยเฉพาะสินค้าที่โฆษณาแรงๆ ระบบหลังบ้านช่วยแจ้งเตือนสต๊อกของซัพพลายเออร์ได้ และควรมีแผนสำรองเผื่อของหมดกะทันหัน

กำไรแบบไม่สต๊อกน้อยกว่าสต๊อกเองเท่าไหร่

ตอบ: ขึ้นกับสินค้า โดยทั่วไปส่วนต่างของซัพพลายเออร์แบบส่งตรงจะแคบกว่าแบบซื้อมาเอง กำไรต่อชิ้นอาจต่างกัน 5-15% แต่แลกกับความเสี่ยงของค้างที่แทบไม่มี เอาเงินที่ประหยัดได้ไปโฆษณาเพิ่มก็คุ้ม

ถ้าลูกค้าได้ของช้า เสียหาย ใครรับผิดชอบ

ตอบ: ร้านต้องรับผิดชอบกับลูกค้าเอง เพราะลูกค้าซื้อกับร้าน ไม่ได้ซื้อกับซัพพลายเออร์ ดังนั้นเลือกซัพพลายเออร์ที่ส่งไวและรับผิดชอบของเสียให้ดี ไม่งั้นรีวิวร้านพังแน่นอน

เริ่มแบบไม่สต๊อก ต้องใช้เงินเท่าไหร่

ตอบ: หลักร้อยถึงหลักพันก็เริ่มได้ ค่าใช้จ่ายหลักคือค่าทดลองสั่งสินค้า ค่าบรรจุภัณฑ์ถ้าต้องจัดการเอง และค่าโฆษณาเล็กน้อย ไม่ต้องจ่ายค่าสต๊อกก้อนใหญ่เหมือนการขายแบบปกติ

พอขายดีแล้ว ควรเปลี่ยนมาสต๊อกเองไหม

ตอบ: แนะนำให้ค่อยๆ เปลี่ยนเฉพาะสินค้าที่ขายดีที่สุด 3-5 ตัว เพราะกำไรต่อชิ้นดีกว่าและควบคุมคุณภาพได้ ส่วนสินค้าอื่นที่ขายประปราย ใช้วิธีไม่สต๊อกต่อไปจะบริหารเงินทุนได้ดีกว่า

---
Seller Pao ช่วยจัดการออเดอร์ให้แม้ร้านไม่สต๊อกเอง รับออเดอร์ ตัดยอด และส่งข้อมูลให้ซัพพลายเออร์ได้ เริ่มใช้ฟรีได้เลย