ขายของออนไลน์ไปต่างประเทศ ทำยังไง เริ่มจากตรงไหน
ขายในไทยเริ่มอิ่มตัว ยอดขายนิ่งๆ ต้นทุนค่าโฆษณาแพงขึ้นทุกปี หลายคนเริ่มมองไปที่ตลาดต่างประเทศ แต่พอคิดถึงตอนเริ่มก็มีคำถามเต็มไปหมด ทั้งภาษาอังกฤษ ค่าส่งระหว่างประเทศ และช่องทางขายที่ไม่คุ้นเคย ยังไม่ทันเริ่มก็เหนื่อยแล้ว
ความจริงแล้วการขายต่างประเทศไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างที่คิด ขอแค่เริ่มจากตลาดที่ใกล้ตัว คิดค่าส่งให้ครบ และใช้แพลตฟอร์มที่เปิดร้านง่าย ก็สามารถมีลูกค้าต่างชาติเป็นรายได้อีกทางหนึ่งได้
มาดูกันทีละเรื่อง ตั้งแต่ช่องทางขาย ต้องเตรียมอะไรบ้าง วิธีคิดราคาให้ไม่ขาดทุน ไปจนถึงตลาดไหนที่ควรเริ่มก่อน
ทำไมต้องขายต่างประเทศ
เหตุผลหลักคือขนาดของตลาดที่ใหญ่กว่า ตลาดอาเซียนมีประชากรรวมกว่า 600 ล้านคน และพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์เติบโตต่อเนื่องทุกปี สินค้าบางอย่างที่ขายในไทยแข่งขันหนักมาก แต่พอไปขายต่างประเทศกลับเป็นของหายากที่ขายได้ราคาดีกว่า
อีกเหตุผลคือกำลังซื้อของลูกค้าที่ต่างกัน สินค้าที่ขายในไทยได้ 200 บาท พอไปขายในสิงคโปร์หรือมาเลเซีย อาจตั้งราคาได้สูงกว่าเดิมหลายเท่า เพราะรายได้ต่อหัวของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน
ช่องทางขายต่างประเทศ
ช่องทางหลักมี 4 แบบ แต่ละแบบเหมาะกับสินค้าคนละประเภท
- Amazon — ตลาดใหญ่ที่สุดในโลก เหมาะกับสินค้ามีแบรนด์ กำไรต่อชิ้นดี และพร้อมรับมือกับกฎระเบียบเข้มงวด
- eBay — เหมาะกับของมือสอง ของสะสม และสินค้าเฉพาะกลุ่มที่หาไม่ได้ในร้านทั่วไป
- Shopee และ Lazada ในประเทศอื่น — เข้าถึงลูกค้าอาเซียนได้ง่าย เพราะเปิดร้านคล้ายกับในไทย
- เว็บไซต์ของตัวเองบวกโฆษณา Facebook และ Google — ควบคุมแบรนด์ได้เต็มที่ แต่ต้องมีงบโปรโมตและระบบหลังบ้านที่รองรับหลายสกุลเงิน
| ช่องทาง | เหมาะกับ | ระดับความยาก |
|---|---|---|
| Amazon | สินค้ามีแบรนด์ กำไรดี | สูง กฎระเบียบเยอะ |
| eBay | ของมือสอง ของเฉพาะกลุ่ม | กลาง |
| Shopee/Lazada ต่างประเทศ | สินค้าทั่วไป ตลาดอาเซียน | ต่ำ เริ่มง่ายสุด |
| เว็บไซต์เอง + โฆษณา | สินค้าแบรนด์ ราคาสูง | สูง ต้องมีงบโฆษณา |
ต้องเตรียมอะไรบ้าง
ของที่ต้องเตรียมก่อนขายต่างประเทศมี 5 อย่าง
- สินค้าที่มีจุดขายต่างจากเจ้าถิ่น เช่น สินค้าแฮนด์เมด วัตถุดิบไทย สินค้าไลฟ์สไตล์ที่ตลาดยังไม่มี
- รูปสินค้าคุณภาพสูงและคำอธิบายภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง ไม่ต้องสละสลวย แต่ต้องตรงกับของจริง
- การคิดราคาที่ครอบคลุมค่าส่งระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายแพลตฟอร์ม และภาษี
- ระบบการจัดส่งระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะส่งเองหรือใช้บริการตัวแทนขนส่ง
- แผนรับมือการส่งคืนสินค้า เพราะลูกค้าต่างประเทศมีสิทธิ์ขอคืนเงิน
ข้อที่พลาดบ่อยสุดคือข้อ 3 ค่าส่งคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้กำไรหายไปทั้งก้อนถ้าไม่คิดให้ดี
วิธีคิดราคาให้ไม่ขาดทุน
ค่าส่งระหว่างประเทศแพงกว่าค่าส่งในประเทศหลายเท่า พัสดุน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัมไปสิงคโปร์หรือมาเลเซียเริ่มต้นราว 200-400 บาท ส่วนไปยุโรปหรืออเมริกาอาจแตะหลักพันบาทต่อพัสดุ
สูตรคิดราคาง่ายๆ คือ ราคาขาย = ต้นทุนสินค้า + ค่าส่ง + ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม + กำไรที่ต้องการ แล้วบวกเผื่ออีก 10-15% สำหรับค่าใช้จ่ายไม่คาดฝัน เช่น พัสดุชำรุดระหว่างทางหรือลูกค้าขอคืน
ลองยกตัวอย่าง สินค้าต้นทุน 150 บาท ค่าส่งไปสิงคโปร์ 300 บาท ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 15% ของราคาขาย ถ้าอยากได้กำไร 200 บาท ต้องตั้งราคาขายประมาณ 750-800 บาท ไม่ใช่ตั้ง 500 บาทแล้วคิดว่าขายได้ เพราะหักทุกอย่างแล้วจะเหลือกำไรแค่หลักสิบ
เริ่มจากตลาดไหนก่อน
เริ่มจากตลาดอาเซียนที่ค่าส่งถูกและวัฒนธรรมการซื้อใกล้เคียงกับไทยก่อน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แล้วค่อยขยับไปตลาดใหญ่ขึ้นอย่างอเมริกา ยุโรป หรือตะวันออกกลาง
เหตุผลคือค่าส่งถูกกว่า ระยะเวลาส่งเร็วกว่า และลูกค้าไม่คาดหวังบริการระดับสูงเท่าตลาดตะวันตก ใช้แพลตฟอร์มที่เปิดบัญชีง่ายก่อน เช่น Shopee หรือ Lazada ในประเทศเป้าหมาย เมื่อมีออเดอร์จริงและเห็นว่าสินค้าตัวไหนขายดี ค่อยขยายไปช่องทางอื่น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดค่าส่งไม่ครบ ตั้งราคาโดยลืมบวกค่าส่งจนขายไปแล้วขาดทุนทุกออเดอร์
- ใช้รูปและคำอธิบายสินค้าแบบเดียวกับที่ใช้ในไทย โดยไม่แปลเป็นภาษาอังกฤษ
- ส่งพัสดุโดยไม่มีเลขติดตาม ลูกค้าถามหาของทุกวัน
- ไม่เช็กกฎระเบียบสินค้าของประเทศปลายทาง สินค้าบางอย่างห้ามนำเข้าและถูกยึดกลางทาง
- เปิดหลายตลาดพร้อมกันทั้งที่ยังส่งของไม่ทัน สุดท้ายทุกตลาดได้รีวิวไม่ดีหมด
สรุป
ขายต่างประเทศไม่ไกลเกินเอื้อม เริ่มจากสินค้าที่มีจุดขายจริง ตลาดใกล้บ้านที่ค่าส่งไม่แพง และคิดค่าส่งให้ครบทุกบาททุกสตางค์ อย่าเปิดทุกตลาดพร้อมกัน เริ่มทีละตลาด ดูยอดขายจริง แล้วค่อยขยายตามข้อมูล ไม่ใช่ตามอารมณ์
อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง: Dropshipping คืออะไร เริ่มยังไง ไม่สต๊อกสินค้าแต่ขายได้จริงไหม · เลือกขนส่งยังไงให้ถูกและเร็ว คู่มือร้านออนไลน์ฉบับใช้งานจริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
ต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งไหม
ตอบ: ไม่จำเป็นต้องเก่งมาก แค่คำอธิบายสินค้าถูกต้องและตอบคำถามลูกค้าได้ ก็พอเริ่มได้แล้ว หลายแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์แปลภาษาให้ด้วย ยิ่งใช้เครื่องมือช่วยแปล ยิ่งไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา
ค่าส่งต่างประเทศแพงไหม
ตอบ: ขึ้นกับประเทศและน้ำหนัก ตลาดอาเซียนค่าส่งถูกกว่าตลาดยุโรปหรืออเมริกามาก พัสดุเบาไปสิงคโปร์หรือมาเลเซียเริ่มต้นราว 200-400 บาท แต่ไปอเมริกาอาจหลักพัน ควรเลือกสินค้าน้ำหนักเบาและราคาสูงเริ่มก่อน
เริ่มขายต่างประเทศต้องมีเงินทุนเท่าไหร่
ตอบ: ไม่ต้องมีก้อนใหญ่ เริ่มจากสินค้าไม่กี่สิบชิ้นและแพลตฟอร์มเดียวได้ แต่ต้องมีเงินสำรองสำหรับค่าส่งและค่าโฆษณาช่วงแรก ประมาณ 5,000-20,000 บาทก็พอเริ่มต้นได้ ขึ้นกับประเภทสินค้า
ขายต่างประเทศต้องจดทะเบียนบริษัทไหม
ตอบ: ช่วงเริ่มต้นขายในนามบุคคลได้ แต่เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นภาษีเงินได้ตามกฎหมาย และบางแพลตฟอร์มกำหนดให้ผู้ขายต้องมีเอกสารยืนยันตัวตน ควรปรึกษานักบัญชีที่เชี่ยวชาญการค้าระหว่างประเทศให้ชัดตามกรณี
สินค้าประเภทไหนขายต่างประเทศดีที่สุด
ตอบ: สินค้าที่น้ำหนักเบา ราคาสูง และมีเอกลักษณ์ เช่น สินค้าแฮนด์เมด เครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย สินค้าที่หนักและราคาถูกจะถูกค่าส่งกินกำไรจนไม่คุ้ม
ลูกค้าขอคืนสินค้าต้องทำยังไง
ตอบ: ควรกำหนดนโยบายการคืนสินค้าให้ชัดเจนตั้งแต่แรก เช่น ยอมรับการคืนภายใน 14 วัน แต่ให้ลูกค้ารับผิดชอบค่าส่งคืน สินค้าราคาสูงควรซื้อประกันพัสดุไว้ เผื่อของเสียหายระหว่างทาง
ใช้ระบบหลังบ้านจัดการออเดอร์ต่างประเทศได้ไหม
ตอบ: ได้ ถ้าระบบรองรับการเชื่อมออเดอร์จากหลายช่องทางรวมถึงช่องทางต่างประเทศ ออเดอร์ทั้งหมดจะมารวมกันที่เดียว ตัดสต๊อกให้อัตโนมัติ และพิมพ์เอกสารการส่งได้ ไม่ต้องมานั่งรวบรวมยอดขายเอง
---
Seller Pao ช่วยจัดการออเดอร์หลายช่องทางรวมถึงช่องทางต่างประเทศ ตัดสต๊อกอัตโนมัติและพิมพ์เอกสารส่งได้ในที่เดียว แผน Free เริ่มที่ 0 บาท เริ่มใช้ฟรี 0 บาทได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
