กลับไปบทความทั้งหมด

ทำบาร์โค้ดสินค้าเอง ง่ายกว่าที่คิด ไม่ต้องซื้อเครื่องแพง

Seller Pao·

เคยไหม? สินค้าเป็นร้อยรายการ นับทีก็งงที หลายคนเลยเลิกนับสต๊อกไปเลยทั้งเดือน พอของหาย ของเกิน ถึงมาไล่หาไล่เช็กทีหลัง เปลืองเวลาไปหมด พ่อค้าแม่ค้าที่ขายทั้งออนไลน์และหน้าร้านพร้อมๆ กัน ยิ่งเจอปัญหานี้หนัก เพราะของเข้าของออกตลอดวัน

ข่าวดีคือ เรื่องนี้แก้ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "บาร์โค้ด" ซึ่งทำเองได้จริง ไม่ต้องซื้อเครื่องสแกนราคาแพง แค่มีมือถือกับเครื่องพิมพ์สติกเกอร์ราคาหลักพัน ก็เริ่มใช้ได้แล้ว

บทความนี้จะพาไปดูว่าบาร์โค้ดช่วยอะไรได้จริง แต่ละแบบต่างกันยังไง ทำเองได้ 2 วิธีอะไรบ้าง อุปกรณ์ชุดไหนจำเป็น และเริ่มต้นยังไงให้จบใน 1 วัน

บาร์โค้ดช่วยอะไรได้จริง

บาร์โค้ด คือรหัสเส้นดำขาวที่อ่านด้วยเครื่องสแกนหรือกล้องมือถือได้ ช่วยให้บันทึกสินค้าไวขึ้น ผิดพลาดน้อยลง ไม่ต้องพิมพ์ชื่อสินค้าเองทุกครั้ง พอขายหรือรับเข้าสแกนทีเดียวจบ

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ร้านที่เปลี่ยนจากนับมือมาสแกนบาร์โค้ด งานนับสต๊อกที่เคยใช้ทั้งวัน เหลือประมาณ 30 นาทีต่อรอบ และความผิดพลาดลดลงมาก เพราะไม่ต้องพึ่งสายตาไล่เช็กทีละตัว สแกนแล้วระบบบันทึกให้ทันที

ยิ่งร้านมีสินค้าหลายร้อยรายการ ยิ่งคุ้ม ร้านที่เคยสต๊อกมั่วจนขายของที่ไม่มีของ เปลี่ยนมาใช้บาร์โค้ดแล้วจบปัญหาไปได้เยอะ เพราะทุกครั้งที่สแกน ระบบจะอัปเดตยอดให้อัตโนมัติ

บาร์โค้ดแต่ละแบบต่างกันยังไง

ไม่ใช่บาร์โค้ดทุกแบบเหมือนกัน เลือกให้ตรงการใช้งานจะดีที่สุด

แบบบาร์โค้ดใช้กับอะไรจุดเด่น
EAN-13สินค้าปลีกทั่วไป 13 หลักมาตรฐานสากล ใช้ขายในห้าง/ร้านค้าปลีกใหญ่
CODE128สินค้าภายในร้านใช้เองยืดหยุ่น ใส่ตัวเลขและตัวอักษรได้
QR Codeลิงก์ ข้อมูลเยอะ หรือติดป้ายสแกนด้วยมือถือง่าย อ่านไว

สรุปคร่าวๆ คือ ขายหน้าร้านหรือออนไลน์แบบใช้บาร์โค้ดภายในร้าน CODE128 ก็เพียงพอ ส่วนใครวางแผนจะส่งสินค้าเข้าชั้นวางของห้างหรือร้านค้าปลีกใหญ่ ต้องใช้ EAN-13

ทำบาร์โค้ดเอง 2 วิธี

วิธีที่ 1: สร้างจากระบบ — ระบบสต๊อกส่วนใหญ่สร้างบาร์โค้ดให้อัตโนมัติ เลือกรูปแบบ EAN-13 หรือ CODE128 ได้ แล้วพิมพ์ลงสติกเกอร์ด้วยเครื่องพิมพ์ธรรมดา ไม่ต้องรู้เรื่องรหัสเลยแม้แต่น้อย

วิธีที่ 2: ใช้บาร์โค้ดจากผู้ผลิต — สินค้าที่ซื้อมาจากโรงงานหรือแบรนด์ มักติดบาร์โค้ดเดิมมาแล้ว แค่สแกนบันทึกเข้าระบบครั้งแรก แล้วขายทีไรสแกนได้เลย ไม่ต้องสร้างใหม่ซ้ำซ้อน

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

บอกได้เลยว่าแค่มือถือเครื่องเดียวก็สแกนได้ ระบบหลังบ้านดีๆ ใช้กล้องมือถืออ่านบาร์โค้ดได้เลย ไม่ต้องซื้อเครื่องสแกน USB ราคาหลายพันบาท

ส่วนการพิมพ์สติกเกอร์ ถ้าขายหน้าร้าน แนะนำเครื่องพิมพ์สติกเกอร์ Bluetooth ราคาประมาณ 1,500-4,000 บาท พิมพ์สติกเกอร์ขนาด 50x30 มิลลิเมตรได้ พอติดสินค้าแล้วสแกนด้วยมือถือได้ทันที เรียกว่าลงทุนไม่ถึงห้าพันบาทก็เริ่มระบบบาร์โค้ดทั้งร้านได้

ขั้นตอนเริ่มใช้ใน 1 วัน

  • เลือกสินค้าที่จะเริ่มก่อน เช่น ตัวที่ขายดี 20-30 รายการ
  • สร้างบาร์โค้ดจากระบบ หรือสแกนบาร์โค้ดเดิมของผู้ผลิตเข้า
  • พิมพ์สติกเกอร์แล้วติดสินค้า
  • ทดสอบสแกนด้วยมือถือสัก 3-5 ชิ้น ดูว่าระบบเจอสินค้าถูกตัวไหม
  • นับสต๊อกตั้งต้นแล้วบันทึกลงระบบ
  • เริ่มใช้จริงวันนี้ รับเข้าขายออกสแกนทุกครั้ง

แค่นี้ร้านก็เดินระบบบาร์โค้ดได้ทั้งวัน อย่ารอให้ครบร้อยรายการก่อน เพราะยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งรู้สึกถึงความต่างของงานนับสต๊อก

บาร์โค้ดต้องจดทะเบียนไหม

คำตอบคือ ขึ้นกับว่าจะใช้ที่ไหน บาร์โค้ดที่สร้างใช้ภายในร้านเอง ไม่ต้องจดทะเบียนกับใคร สร้างกี่ตัวก็ได้

แต่ถ้าจะขายในห้างหรือร้านค้าปลีกใหญ่ ต้องใช้รหัสมาตรฐานสากล โดยสมัครสมาชิก GS1 Thailand เพื่อขอช่วงเลขรหัส EAN-13 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรายปีตามขนาดธุรกิจ ร้านที่ยังไม่ได้ขายกับห้าง เริ่มจากบาร์โค้ดภายในร้านก่อนได้เลย ค่อยอัปเกรดทีหลัง

ข้อควรระวังที่พ่อค้าแม่ค้าพลาดบ่อย

  1. พิมพ์บาร์โค้ดซ้ำเลขที่ บางร้านเผลอพิมพ์สติกเกอร์สองชิ้นเป็นรหัสเดียวกัน ทำให้สแกนแล้วเจอสินค้าผิดตัว ควรเช็กเลขที่ซ้ำก่อนพิมพ์ทุกครั้ง
  2. ติดสติกเกอร์ทับรหัสเดิมของสินค้า ถ้าเป็นของจากโรงงานที่ต้องใช้รหัสเดิม ให้สแกนเก็บข้อมูลก่อน อย่าติดทับ
  3. สติกเกอร์ซีดหรือหลุด เลือกกระดาษสติกเกอร์กันน้ำหน่อย โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในตู้เย็นหรือโดนน้ำบ่อย
  4. ไม่มีระบบรองรับการสแกน สแกนแล้วต้องมีระบบบันทึกยอดให้ ถ้าสแกนแล้วต้องจดเอง ก็ไม่ต่างจากนับมือ

สรุป

บาร์โค้ดไม่ใช่เรื่องของร้านใหญ่เพียงอย่างเดียว ร้านเล็กก็ทำได้จริง เริ่มจากสินค้าขายดี 20-30 รายการก่อน แล้วค่อยขยายทั้งร้าน ลงทุนแค่เครื่องพิมพ์สติกเกอร์หลักพันบาทกับมือถือเครื่องเดิม

สิ่งที่ต้องมีคู่กันคือระบบสต๊อกที่รับการสแกนแล้วตัดยอดให้อัตโนมัติ รับของเข้าก็สแกน ขายออกก็สแกน ยอดคงเหลือเปลี่ยนให้เองแบบเรียลไทม์ รับรองว่างานนับสต๊อกที่เคยเป็นฝันร้ายจะกลายเป็นเรื่อง 30 นาที

อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง: แพ็กของช้า หาของไม่เจอ: เร่งด้วยบาร์โค้ดและเลย์เอาต์ · สต๊อกสินค้า คืออะไร วิธีทำอย่างถูกต้องสำหรับร้านทุกระดับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

บาร์โค้ดต้องจดทะเบียนไหม

ตอบ: บาร์โค้ดที่ใช้ภายในร้านเองไม่ต้องจดทะเบียน สร้างจากระบบได้เลย แต่ถ้าจะขายในห้างหรือร้านค้าปลีกใหญ่ ต้องสมัครสมาชิก GS1 Thailand เพื่อขอช่วงเลขรหัส EAN-13 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรายปีตามขนาดธุรกิจ

ใช้มือถือสแกนบาร์โค้ดได้จริงไหม

ตอบ: ได้จริง ระบบหลังบ้านที่ออกแบบมาดีจะใช้กล้องมือถืออ่านบาร์โค้ดได้ทันที ไม่ต้องซื้อเครื่องสแกนแยก ร้านที่เพิ่งเริ่มส่วนใหญ่ใช้มือถือเครื่องเดียวจบ ทั้งสแกน ทั้งถ่ายรูปสินค้า ทั้งเช็กยอด

บาร์โค้ด EAN-13 กับ CODE128 เลือกแบบไหนดี

ตอบ: ถ้าใช้ภายในร้าน CODE128 ก็เพียงพอ เพราะยืดหยุ่นและพิมพ์ง่าย แต่ถ้าวางแผนจะส่งสินค้าเข้าห้างหรือร้านค้าปลีกใหญ่ ต้องใช้ EAN-13 ที่เป็นมาตรฐานสากล ถ้ายังไม่แน่ใจ เริ่มจากใช้ภายในร้านก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน

สร้างบาร์โค้ดฟรีได้ไหม

ตอบ: ได้ ระบบสต๊อกส่วนใหญ่สร้างบาร์โค้ดให้อัตโนมัติในแพ็กเกจ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ส่วนค่าใช้จ่ายที่เจอจริงคือค่าสติกเกอร์และเครื่องพิมพ์ ซึ่งหลักพันบาทก็เริ่มได้แล้ว

บาร์โค้ดอ่านไม่ได้เพราะอะไร

ตอบ: สาเหตุหลักคือสติกเกอร์ซีด ยับ หรือติดทับรอยพับของกล่อง วิธีแก้คือเลือกกระดาษสติกเกอร์คุณภาพดี ไม่ติดทับรอยพับ และทดสอบสแกนทุกครั้งหลังพิมพ์ชุดใหม่ ก่อนติดสินค้าจริง

สินค้าของโรงงานมีบาร์โค้ดอยู่แล้ว ต้องสร้างใหม่ไหม

ตอบ: ไม่ต้อง แค่สแกนบาร์โค้ดเดิมเข้าระบบครั้งแรก ระบบจะจำข้อมูลสินค้าไว้ พอขายทีไรสแกนตัวเดิมได้เลย ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย

ร้านขายออนไลน์อย่างเดียว ต้องใช้บาร์โค้ดไหม

ตอบ: ควรใช้ เพราะช่วยเวลารับสินค้าเข้ารอบใหม่ นับสต๊อก และเช็กของในคลัง พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ขายหลายช่องทาง ยิ่งต้องรู้ว่าของจริงเหลือเท่าไหร่ บาร์โค้ดช่วยให้ตัวเลขตรงกับความจริงเสมอ

ใช้เวลานานไหมกว่าจะตั้งระบบบาร์โค้ดทั้งร้าน

ตอบ: ถ้าเริ่มจากสินค้าขายดี 20-30 รายการ ทำเสร็จในวันเดียว ทั้งสร้างรหัส พิมพ์สติกเกอร์ และทดสอบสแกน ส่วนร้านที่มีสินค้าหลายร้อยรายการ ค่อยๆ ขยายทีละหมวด ใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ก็ครบทั้งร้าน

---
Seller Pao สร้างบาร์โค้ดให้อัตโนมัติ พร้อมนับสต๊อกด้วยมือถือ กันของหายของเกิน แผนเริ่มต้นฟรี 0 บาท Growth 590 บาท/เดือน Pro 1,490 บาท/เดือน (รายปีลด 17%) เริ่มใช้ฟรี 0 บาทได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต