กลับไปบทความทั้งหมด

โปรแกรมบัญชี ฟรี มีจริงไหม เลือกตัวไหนดีสำหรับร้านค้า

Seller Pao·

ได้ยินว่ามีโปรแกรมบัญชีฟรีเยอะแยะ แต่พอสมัครเข้าไปจริง กลับเจอว่าฟีเจอร์ที่จำเป็นต้องจ่ายเงินแทบทุกอย่าง หลายคนถึงกับปวดหัวสุดๆ เพราะใช้เวลากรอกข้อมูลหลายวันแล้วสุดท้ายต้องย้ายระบบใหม่

คำตอบสั้นๆ คือโปรแกรมบัญชีฟรีมีจริง และบางตัวก็ใช้งานได้จริงกับร้านเล็ก แต่ต้องรู้จักแยกให้ออกระหว่าง "ฟรีตลอดชีพ" กับ "ฟรีเฉพาะช่วงทดลอง" บทความนี้จะช่วยให้เลือกโปรแกรมบัญชีฟรีที่เหมาะกับร้านค้าจริงๆ

โปรแกรมบัญชีฟรีมีจริงไหม

มีจริง แต่คำว่า "ฟรี" ของแต่ละเจ้าไม่เหมือนกัน โปรแกรมบัญชีฟรีส่วนใหญ่จำกัดจำนวนเอกสารต่อเดือน เช่น 30-50 ใบ จำกัดจำนวนผู้ใช้ หรือตัดฟีเจอร์สำคัญออก เช่น ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รายงานภาษี หรือการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ

บางเจ้าฟรีเฉพาะ 30 วันแรกแล้วเก็บเงินต่อเดือน บางเจ้าฟรีตลอดแต่จำกัดเอกสารจนร้านที่ขายดีใช้ไม่พอ วิธีดูง่ายๆ คือเปิดหน้าเงื่อนไขการใช้งานก่อนสมัคร อย่าดูแค่ปุ่ม "เริ่มใช้ฟรี" ขนาดใหญ่แล้วกดทันที

ฟรีแบบไหนที่ควรระวัง

มีโปรแกรมที่อวดอ้างว่าฟรี 100% แต่พอใช้ไปสักพัก ฟีเจอร์ที่ร้านต้องใช้จริงๆ กลับเป็นแบบเสียเงินทั้งหมด เช่น การออกใบกำกับภาษี การแนบไฟล์เอกสาร หรือการเชื่อมกับธนาคาร ทางที่ดีต้องเช็คก่อนว่าสิ่งที่ร้านทำประจำทุกวันอยู่ในแพ็กเกจฟรีหรือเปล่า

อีกแบบที่ควรระวังคือโปรแกรมฟรีที่แทรกโฆษณาในหน้าทำงาน หรือขายข้อมูลการเงินของร้านให้บุคคลที่สาม ควรอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวด้วย ไม่ใช่แค่ดูฟีเจอร์

ฟีเจอร์ที่ร้านค้าต้องการจริง

ร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ต้องการแค่บันทึกรายรับรายจ่าย แต่ต้องการ 4 อย่างนี้

1. ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์

ถ้าขายของออนไลน์ ยอดขายรวมต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท ร้านต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้งที่ขาย โปรแกรมฟรีที่ไม่มีระบบ eTax เลยจะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะการทำใบกำกับภาษีด้วย Excel ทีละใบใช้เวลานานและผิดพลาดง่าย

2. รายงานภาษีพร้อมใช้

โปรแกรมที่ดีควรสรุปยอด VAT 7% ที่เก็บจากลูกค้า และรายงานภาษีซื้อ-ขายให้พร้อมส่งสรรพากร โดยไม่ต้องมานั่งคำนวณใหม่เองทุกเดือน

3. การเชื่อมยอดขายจากออเดอร์

ระบบที่เชื่อมยอดขายจากหน้าร้านออนไลน์เข้ากับบัญชีอัตโนมัติจะประหยัดเวลามาก ร้านที่ขายวันละ 50 ออเดอร์ ถ้าต้องพิมพ์ยอดขายลงโปรแกรมบัญชีเองทุกวัน วันละ 30 นาที หนึ่งเดือนก็เสียเวลา 15 ชั่วโมงไปกับการกรอกตัวเลขซ้ำๆ

4. การปิดงบและดูกำไร

ร้านค้าต้องรู้ว่ากำไรจริงเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่เงินในบัญชี ตัวเลขที่ต้องเห็นคือต้นทุนขาย ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิรายเดือน ถ้าคำนวณต้นทุนขายจากสต๊อกได้ด้วยจะยิ่งดี

เปรียบเทียบโปรแกรมบัญชีฟรีกับเสียเงิน

หัวข้อฟรีเสียเงิน
จำนวนเอกสารต่อเดือนจำกัด เช่น 30-50 ใบไม่จำกัดหรือสูงมาก
ใบกำกับภาษี eTaxมักไม่มีมีครบ
เชื่อมออเดอร์อัตโนมัติส่วนใหญ่ไม่มีมี
สำรองข้อมูลบางตัวไม่มีมีอัตโนมัติ
ซัพพอร์ตเมื่อติดปัญหาน้อยหรือไม่มีมีทีมช่วยเหลือ

เลือกโปรแกรมบัญชีฟรียังไงให้ตรงกับร้าน

  • นับก่อนว่าร้านออกเอกสารเฉลี่ยเดือนละกี่ใบ แล้วเทียบกับลิมิตของโปรแกรมฟรี
  • เช็คว่าฟรีนั้นรวมใบกำกับภาษีหรือไม่ ถ้าร้านจด VAT แล้ว ฟรีที่ไม่มี eTax ก็ไม่ช่วยอะไร
  • ทดลองใช้กับข้อมูลจริงสัก 1-2 สัปดาห์ก่อนย้ายข้อมูลทั้งหมด
  • ดูว่าระบบสำรองข้อมูลและส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์มาตรฐานได้หรือไม่
  • เลือกโปรแกรมที่ต่อยอดได้ ถ้าร้านโตขึ้นค่อยจ่ายเพิ่มเพื่อฟีเจอร์ที่ใช้จริงทุกวัน

ข้อควรระวัง

โปรแกรมบัญชีฟรีบางตัวให้ใช้ฟรีจริง แต่ข้อมูลโอนออกยากมาก หรือส่งออกได้เฉพาะไฟล์ที่โปรแกรมอื่นอ่านไม่ได้ ถ้าเจอแบบนี้แล้วต้องเปลี่ยนระบบทีหลัง ข้อมูลบัญชีหลายปีอาจติดอยู่ในนั้น

ก่อนใช้งานจริง ลองเช็ก 3 ข้อคือ สำรองข้อมูลได้ไหม ส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์ที่เปิดกับโปรแกรมอื่นได้ไหม และรองรับการออกรายงานที่สรรพากรต้องการหรือไม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดแรกคือเลือกโปรแกรมจากราคาก่อนฟีเจอร์ ได้โปรแกรมฟรีมาสุดท้ายต้องทำใบกำกับภาษีด้วยมือทุกเดือน ข้อสองคือบันทึกยอดขายรวม VAT กับไม่รวม VAT ปนกัน ทำให้รายงานภาษีผิด ข้อสามคือไม่สำรองข้อมูล ฮาร์ดดิสก์พังทีเดียว บัญชีหายทั้งปี

สรุป

โปรแกรมบัญชีฟรีมีจริงแต่จำกัดฟีเจอร์ ร้านค้าควรเลือกจากงานที่ต้องทำจริง ทั้งใบกำกับภาษี รายงานภาษี และการเชื่อมกับออเดอร์ ไม่ใช่แค่ดูว่าฟรีหรือไม่ ถ้าร้านขายดีจนเอกสารเกินลิมิตฟรี การจ่ายเดือนละไม่กี่ร้อยบาทเพื่อประหยัดเวลาหลายสิบชั่วโมงเป็นเรื่องที่คุ้ม

อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง: โปรแกรมบัญชีร้านค้ามีอะไรบ้าง เลือกแบบไหนให้เหมาะ · ปฏิทินยื่นภาษีร้านออนไลน์ 12 เดือน ไม่พลาดสักตัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

โปรแกรมบัญชีฟรีใช้ได้นานแค่ไหน

ตอบ: ขึ้นกับแต่ละโปรแกรม บางตัวฟรีตลอดชีพแต่จำกัดเอกสารต่อเดือน บางตัวฟรีเฉพาะ 30 วันแรกแล้วเก็บเงินต่อเดือน ต้องอ่านเงื่อนไขให้ละเอียดก่อนสมัคร และควรคำนวณว่าร้านออกเอกสารเดือนละกี่ใบเพื่อเทียบกับลิมิต

ร้านค้าออนไลน์ต้องใช้โปรแกรมบัญชีไหม

ตอบ: ควรใช้ เพราะต้องรู้กำไรจริงและเตรียมข้อมูลภาษีให้ถูกต้อง ร้านที่ขายด้วย Excel อาจพอไหวช่วงแรก แต่เมื่อออเดอร์เยอะขึ้น ความผิดพลาดจากการคีย์มือจะแพงกว่าค่าโปรแกรมหลายเท่า

ร้านที่ยังไม่จด VAT ต้องใช้โปรแกรมบัญชีไหม

ตอบ: ต้องใช้ และยิ่งต้องแม่นยำ เพราะถ้ายอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเมื่อไหร่ ต้องจด VAT และยื่นภาษีให้ถูกต้อง การมีข้อมูลบัญชีครบถ้วนตั้งแต่วันแรกช่วยให้เปลี่ยนสถานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนได้โดยไม่ต้องไล่เก็บข้อมูลย้อนหลัง

โปรแกรมบัญชีฟรีเก็บข้อมูลบนคลาวด์ไหม

ตอบ: บางตัวเก็บเฉพาะในเครื่อง บางตัวเก็บบนคลาวด์ แนะนำให้เลือกแบบคลาวด์ เพราะเข้าถึงได้ทุกที่และไม่เสี่ยงข้อมูลหายเมื่อเครื่องพัง หรือร้านไฟไหม้แล้วบัญชีหายทั้งปี

ใช้โปรแกรมบัญชีกับมือถือได้ไหม

ตอบ: ส่วนใหญ่มีแอปมือถือให้บันทึกรายรับรายจ่าย แต่การออกรายงานและปิดงบมักทำบนคอมพิวเตอร์สะดวกกว่า ควรเช็คว่าแอปมือถือดูยอดขายรายวันได้หรือไม่ เพราะเจ้าของร้านไม่ได้นั่งหน้าคอมทั้งวัน

โปรแกรมบัญชีกับโปรแกรมสต๊อกสินค้าต้องแยกกันไหม

ตอบ: ไม่จำเป็น ถ้าโปรแกรมเดียวทำได้ทั้งบัญชีและสต๊อกจะดีที่สุด เพราะตัดสต๊อกแล้วบันทึกยอดขายเข้าระบบบัญชีอัตโนมัติ ตัวเลขต้นทุนและกำไรจึงตรงกัน ไม่ต้องมานั่งกระทบยอดสองระบบเองทุกเดือน

ย้ายข้อมูลจาก Excel เข้าโปรแกรมบัญชีได้ไหม

ตอบ: ได้ แต่ต้องใช้เวลาทำความสะอาดข้อมูลก่อน เช่น ตัดรายการซ้ำ และแยกยอดรวม VAT ออกจากยอดสุทธิ ควรทำช่วงที่ออเดอร์น้อย เพื่อไม่ให้ข้อมูลใหม่ปนกับข้อมูลเก่า และทดสอบตัวเลขหลังย้ายเสร็จก่อนปิดงบ

โปรแกรมบัญชีเสียเงินเดือนละเท่าไหร่

ตอบ: เริ่มต้นไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือนสำหรับร้านเล็ก ซึ่งถูกกว่าการจ้างทำบัญชีรายเดือนหลายเท่า และถูกกว่าค่าเสียหายจากการยื่นภาษีผิด ควรเลือกแพ็กเกจที่ครอบคลุมใบกำกับภาษีและการเชื่อมออเดอร์ตั้งแต่แรก

---
Seller Pao มีบัญชีออนไลน์และใบกำกับภาษี eTax ในตัว เชื่อมยอดขายอัตโนมัติ แผนฟรี 0 บาท / Growth 590 / Pro 1,490 บาทต่อเดือน รายปีลด 17% เริ่มใช้ฟรี 0 บาทได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต