กลับไปบทความทั้งหมด

โปรแกรมบัญชีร้านค้ามีอะไรบ้าง เลือกแบบไหนให้เหมาะ

Seller Pao·

ขายของมานานหลายปี แต่บัญชียังทำใน Excel อยู่ พอจะเลือกโปรแกรมบัญชีสักตัว กลับเห็นมีหลายแบบจนงง ตัวหนึ่งบอกเหมาะกับร้านเล็ก อีกตัวบอกเป็นระบบมาตรฐานองค์กร แถมราคาก็ต่างกันเป็นสิบเท่า ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี

ความจริงแล้วการเลือกโปรแกรมบัญชีไม่ยากอย่างที่คิด ขอแค่เข้าใจว่าโปรแกรมแต่ละแบบถูกออกแบบมาสำหรับใคร แล้วจับคู่กับขนาดและลักษณะธุรกิจของตัวเอง แค่นี้ก็เหลือตัวเลือกที่ใช่ไม่กี่ตัวแล้ว

มาดูกันว่ามีโปรแกรมบัญชีแบบไหนบ้าง แต่ละแบบเหมาะกับใคร และมีอะไรที่ต้องเช็กก่อนตัดสินใจ

โปรแกรมบัญชีมีกี่แบบ

แบ่งง่ายๆ ได้เป็น 2 แบบหลัก ตามขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจ

  1. บัญชีเดี่ยว (Single Entry) — บันทึกรายรับรายจ่ายและภาษี เหมาะกับร้านเล็กและฟรีแลนซ์ ใช้งานง่าย ตั้งค่าไม่นาน
  2. บัญชีเต็มรูปแบบ (Full Accounting) — มีงบการเงิน ลูกหนี้เจ้าหนี้ เงินเดือน และสินทรัพย์ เหมาะกับบริษัทและธุรกิจขนาดกลางที่ต้องปิดงบส่งผู้สอบบัญชี
เรื่องบัญชีเดี่ยวบัญชีเต็มรูปแบบ
เหมาะกับร้านเล็ก ฟรีแลนซ์ รายได้ไม่เกินเกณฑ์บริษัท ธุรกิจขนาดกลางขึ้นไป
ฟีเจอร์หลักรายรับรายจ่าย ภาษีงบการเงิน ลูกหนี้เจ้าหนี้ เงินเดือน
ความยากเริ่มใช้ได้ในวันเดียวต้องตั้งระบบและเรียนรู้สักพัก
ราคาหลักร้อยบาทต่อเดือนหลักพันบาทต่อเดือนขึ้นไป

บัญชีเดี่ยวเหมาะกับใคร

บัญชีเดี่ยวเหมาะกับร้านค้าออนไลน์ ฟรีแลนซ์ และธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการแค่บันทึกรายรับรายจ่ายให้เป็นระบบ รู้ว่าวันนี้ได้เงินเท่าไหร่ จ่ายอะไรไปบ้าง และมีภาษีที่ต้องยื่นอะไรบ้าง

จุดแข็งคือใช้งานง่าย ไม่ต้องเรียนบัญชีก็ใช้ได้ ระบบส่วนใหญ่มีเทมเพลตยื่นภาษี ภ.ง.ด.94 และภ.ง.ด.90 ให้ เลือกกรอกข้อมูลแล้วระบบคำนวณยอดภาษีให้อัตโนมัติ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเมื่อเทียบกับมานั่งทำใน Excel

บัญชีเต็มรูปแบบเหมาะกับใคร

พอธุรกิจโต มีพนักงาน มีลูกหนี้เจ้าหนี้หลายราย หรือต้องส่งงบการเงินให้หน่วยงานภายนอก บัญชีเดี่ยวจะเริ่มไม่พอ เพราะไม่มีฟีเจอร์รองรับ เช่น การบันทึกค่าเสื่อมราคา การปิดงบรายเดือน และการจัดการภาษีเงินเดือน

บัญชีเต็มรูปแบบจะจัดการเรื่องเหล่านี้ให้ครบ และยังเชื่อมกับผู้ทำบัญชีได้ พอถึงสิ้นปีส่งข้อมูลให้ปิดงบได้เลย แต่แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นและความซับซ้อนที่ต้องเรียนรู้

ทำไมต้องสนใจเรื่องภาษี

เรื่องที่ร้านค้าทุกขนาดหนีไม่พ้นคือภาษี และโปรแกรมบัญชีที่ดีควรช่วยเรื่องนี้ได้จริง ประเด็นที่ต้องรู้มี 3 เรื่อง

  1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% — ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา — พ่อค้าแม่ค้าที่ยังไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ภายในวันที่ 30 กันยายน และ ภ.ง.ด.90 ภายในวันที่ 31 มีนาคม
  3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — เมื่อจ้างงานหรือจ่ายค่าบริการ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตรา เช่น ค่าจ้างทั่วไป 1-3% แล้วออกหนังสือรับรองให้ผู้รับเงิน

โปรแกรมบัญชีที่ดีจะช่วยคำนวณและจัดทำเอกสารเหล่านี้ให้ ไม่ใช่แค่บันทึกรายรับรายจ่ายเฉยๆ

วิธีเลือกโปรแกรมบัญชี

เช็กตาม checklist นี้ก่อนตัดสินใจ

  • รองรับ VAT 7% และแบบภาษีไทยครบถ้วน (ภ.พ.30, ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.94)
  • เชื่อมกับระบบสต๊อกที่ใช้อยู่ได้ ยอดขายเข้ารายการบัญชีอัตโนมัติ
  • มีรายงานกำไรขาดทุนและงบดุลอ่านง่าย
  • ใช้งานบนมือถือได้ เผื่อต้องบันทึกนอกสถานที่
  • ซัพพอร์ตภาษาไทยและมีทีมตอบคำถามจริง
  • มีแผนให้ทดลองใช้ก่อนจ่ายเงิน

ข้อที่คนมักมองข้ามคือการเชื่อมกับระบบสต๊อก ถ้าโปรแกรมบัญชีเชื่อมกับระบบสต๊อกที่ใช้อยู่ได้ ยอดขายจากทุกช่องทางจะเข้ารายการบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องนั่งกรอกซ้ำเดือนละหลายสิบรายการ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ซื้อโปรแกรมแพงเกินขนาด เพราะไม่รู้ว่ามีแพ็กเกจเล็กหรือแผนรายปีที่ถูกลง
  • เลือกโปรแกรมที่รองรับภาษีต่างประเทศแต่ใช้กับระบบภาษีไทยไม่คล่อง
  • ไม่แยกรายรับส่วนตัวกับรายรับธุรกิจ ปิดบัญชีแล้วตัวเลขไม่เคยตรง
  • ไม่สำรองข้อมูล โปรแกรมบางตัวข้อมูลอยู่ในเครื่อง ถ้าเครื่องพังก็ต้องเริ่มใหม่

ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือเรื่องเอกสารประกอบการบันทึกบัญชี ไม่ว่าใช้โปรแกรมไหน ถ้าไม่มีใบเสร็จหรือเอกสารอ้างอิงครบ กรมสรรพากรตรวจสอบเมื่อไหร่ก็ลำบาก โปรแกรมช่วยจัดเก็บให้เป็นระบบได้ แต่เจ้าของร้านต้องมีวินัยในการเก็บเอกสารด้วย

สรุป

เริ่มจากโปรแกรมบัญชีเดี่ยวที่ใช้งานง่าย เชื่อมกับระบบสต๊อกได้ แล้วค่อยอัปเกรดเป็นแบบเต็มรูปแบบเมื่อธุรกิจโต ที่สำคัญคือยื่นภาษีให้ถูกต้องตรงเวลา ระบบบัญชีที่ดีจะช่วยให้ปิดบัญชีสิ้นเดือนเร็วขึ้นมาก และรู้ตัวเลขกำไรจริงของร้านตลอดเวลา

อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง: โปรแกรมบัญชี ฟรี มีจริงไหม เลือกตัวไหนดีสำหรับร้านค้า · ปฏิทินยื่นภาษีร้านออนไลน์ 12 เดือน ไม่พลาดสักตัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

โปรแกรมบัญชีกับระบบสต๊อกต้องใช้แยกกันไหม

ตอบ: ใช้คู่กันได้ และควรเชื่อมกัน เพื่อให้ยอดขายจากระบบสต๊อกเข้ารายการบัญชีอัตโนมัติ ถ้าแยกกัน แม่ค้าต้องกรอกยอดขายซ้ำเดือนละหลายสิบรายการ เสี่ยงผิดพลาดและเสียเวลาเปล่า

ร้านเล็กจำเป็นต้องมีโปรแกรมบัญชีไหม

ตอบ: ถ้ายื่นภาษีเอง แนะนำให้มี เพราะช่วยจัดระเบียบรายรับรายจ่าย และคำนวณภาษีให้ ค่าบัญชีหลักร้อยบาทต่อเดือนยังถูกกว่าจ่ายค่าปรับหรือเสียภาษีเกินเพราะคำนวณผิด

โปรแกรมบัญชีกับแอปบันทึกรายจ่ายส่วนตัวต่างกันยังไง

ตอบ: แอปบันทึกรายจ่ายทั่วไปออกแบบมาสำหรับเงินส่วนตัว ไม่รองรับภาษีและงบการเงิน ส่วนโปรแกรมบัญชีรองรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ใบกำกับภาษี และรายงานที่ใช้ยื่นภาษีได้จริง

รายได้เท่าไหร่ต้องจดทะเบียน VAT

ตอบ: ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ และเมื่อจดแล้วต้องเก็บ VAT 7% จากลูกค้าและยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน

ใช้โปรแกรมบัญชีแล้วยังต้องจ้างนักบัญชีไหม

ตอบ: ร้านเล็กที่ใช้โปรแกรมบัญชีเดี่ยวอาจจัดการเองได้ แต่ถ้าเป็นบริษัทหรือมีภาษีซับซ้อน ควรมีผู้ทำบัญชีช่วยตรวจสอบและปิดงบ เพราะโปรแกรมช่วยคำนวณได้ แต่ความรับผิดชอบด้านความถูกต้องยังอยู่ที่เจ้าของธุรกิจ

โปรแกรมบัญชีช่วยเรื่องยอดขายหลายช่องทางไหม

ตอบ: ช่วยได้ถ้าเชื่อมกับระบบหลังบ้านหรือระบบสต๊อก ยอดขายจาก Shopee, Lazada และ TikTok Shop จะถูกดึงเข้ามาบันทึกเป็นรายการขายอัตโนมัติ แม่ค้าไม่ต้องกรอกทีละช่องทาง

---
Seller Pao เชื่อมกับระบบบัญชี ให้ยอดขายจากทุกช่องทางเข้าบัญชีอัตโนมัติ แผน Free เริ่มที่ 0 บาท เริ่มใช้ฟรี 0 บาทได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต