E-Marketplace คืออะไร ต่างจาก Social Commerce ยังไง ไทยมีอะไรบ้าง (อัปเดต 2569)
E-Marketplace คือตลาดกลางออนไลน์ที่รวมร้านค้าหลายพันเจ้ามาขายของในเว็บหรือแอปเดียว อย่าง Shopee Lazada TikTok Shop โดยแพลตฟอร์มจัดการชำระเงิน จัดส่ง และความน่าเชื่อถือให้ทั้งสองฝ่าย ต่างจาก Social Commerce ที่ขายผ่านโซเชียลมีเดียเป็นหลัก บทความนี้รวมความต่าง รายชื่อ marketplace ไทย และค่าธรรมเนียมปี 2569 ไว้ครบ
E-Marketplace คืออะไร
E-Marketplace (อ่านว่า อี-มาร์เก็ตเพลส) คือตลาดซื้อขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ตที่เปิดพื้นที่ให้ร้านค้าหลายเจ้ามาขายของในที่เดียวกัน คนซื้อเข้ามาในเว็บหรือแอปเดียว แล้วเลือกซื้อได้จากร้านนับพัน แทนที่จะต้องเข้าหน้าเว็บทีละร้าน ตัวอย่างที่คุ้นตากันทั่วโลกคือ Amazon, Taobao หรือ eBay ส่วนในไทยคือ Shopee, Lazada และ TikTok Shop
หัวใจของโมเดลนี้คือแพลตฟอร์มเป็นคนกลาง ไม่ใช่แค่ให้พื้นที่ขาย งานที่จัดการให้มีตั้งแต่ ระบบชำระเงินกลางและกันเงินไว้ก่อน (escrow) จนกว่าลูกค้าจะรับสินค้าแล้วพ้นระยะเวลาคืนสินค้า ระบบรีวิว คะแนนร้าน และการแจ้งข้อพิพาทเมื่อของไม่ตรงปก ไปจนถึงเชื่อมต่อขนส่งหลายเจ้าและแคมเปญร่วมระดับแพลตฟอร์มอย่าง 9.9 หรือ 11.11 ส่วนรายได้ของแพลตฟอร์มมาจากค่าคอมมิชชันที่หักจากยอดขาย และค่าโฆษณาที่ร้านค้าจ่ายเพื่อให้สินค้าติดอันดับ
ตลาดนี้ใหญ่แค่ไหน? ผลสำรวจที่ Lazada มอบหมายให้จัดทำปี 2568 ระบุมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทย 9.7 แสนล้านบาท และคาดโตถึง 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2573 (อ้างอิง: mgronline.com/business/detail/9690000019634) ผลสำรวจชุดเดียวกันพบว่า 91% ของผู้ซื้อเลือกซื้อจากร้านกลุ่ม Mall เพราะมั่นใจเรื่องสินค้าของแท้ ยอมจ่ายเพิ่ม บอกได้เลยว่าความน่าเชื่อถือคือกุญแจที่ทำให้ตลาดนี้โตต่อเนื่อง
E-Marketplace ต่างจาก E-Commerce และ Social Commerce ยังไง
หลายคนสับสนว่า E-Marketplace กับ E-Commerce คืออย่างเดียวกัน จริง ๆ แล้ว E-Commerce เป็นคำกว้าง ครอบคลุมการซื้อขายออนไลน์ทุกแบบ ส่วน E-Marketplace เป็นหนึ่งในรูปแบบของ E-Commerce เท่านั้น ถ้าเทียบกับอีกสองแบบที่คนไทยเจอประจำ จะเห็นความต่างชัดเจนขึ้น:
| ประเด็น | E-Marketplace (Shopee/Lazada) | เว็บร้านของตัวเอง | Social Commerce (FB/IG/TikTok) |
|---|---|---|---|
| ลูกค้ามาจากไหน | มีอยู่แล้วในแพลตฟอร์ม | ต้องพามาเอง (โฆษณา/SEO) | มาจากคอนเทนต์ ไลฟ์ และแชท |
| ระบบชำระเงิน | แพลตฟอร์มจัดการ กันเงินไว้ก่อน | ตั้งเอง (พร้อมเพย์/บัตร) | โอนเงิน/สลิป/รับเงินในแอป |
| ความน่าเชื่อถือ | รีวิวและคะแนนร้านช่วยปิดการขาย | ต้องสร้างเองทั้งหมด | พึ่งความสัมพันธ์กับลูกค้า |
| ข้อมูลลูกค้า | แพลตฟอร์มถือครอง | เป็นของเราเอง | แพลตฟอร์มถือครอง |
| ต้นทุนหลัก | ค่าคอมมิชชัน | ค่าเว็บ + ค่าโฆษณา | ค่าทำคอนเทนต์ + ค่าโฆษณา |
| เริ่มขายได้เมื่อไร | เปิดร้านได้ภายในวันเดียว | ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ขึ้นไป | เปิดเพจ/บัญชีแล้วขายได้เลย |
| ข้อจำกัด | อยู่ใต้กฎและอัลกอริทึมแพลตฟอร์ม | อิสระสุดแต่ต้องหาลูกค้าเอง | ออเดอร์กระจัดกระจาย จัดการยาก |
พูดให้เห็นภาพ marketplace คือการขายในตลาดนัดที่มีคนพลุกพล่าน แต่ต้องจ่ายค่าเช่าแผง (ค่าคอมมิชชัน) และทำตามกฎของเจ้าตลาด ส่วนเว็บของตัวเองคือเปิดหน้าร้านในซอยเปลี่ยว ต้องโปรยใบปลิวพาลูกค้าเข้าร้านเอง ส่วน Social Commerce คือขายในจุดที่คนกำลังนั่งเมาท์กันอยู่แล้ว ใครเห็นของเราก็สั่งซื้อได้ทันที แต่ออเดอร์กระจัดกระจายตามแชท ไลน์ และกล่องข้อความ
จุดที่คนขายเข้าใจผิดบ่อยคือคิดว่า Social Commerce กับ E-Marketplace ใช้วิธีบริหารเหมือนกัน ความจริงต่างกันคนละเรื่อง อย่างแรก ระบบชำระเงิน marketplace กันเงินไว้ก่อน ทำให้ร้านได้เงินช้าลงหลายวัน แต่แลกกับความเสี่ยงโดนโกงที่ต่ำลงมาก อย่างที่สอง ข้อมูลลูกค้า เก็บได้แค่ชื่อกับที่อยู่ส่งของ ไม่มีเบอร์โทรหรือโปรไฟล์โซเชียลให้นำไปรีมาร์เก็ต อย่างที่สาม สินค้าจะติดอันดับหรือไม่ขึ้นกับอัลกอริทึม ซึ่งเราควบคุมได้แค่บางส่วน ต่างจากเพจเฟซบุ๊กที่ยังควบคุมคอนเทนต์เองได้เต็มที่
Marketplace ไทยมีอะไรบ้าง ปี 2569
ถ้าพูดถึง marketplace ที่คนไทยใช้จริง ตอนนี้เหลืออยู่ไม่กี่รายที่ใหญ่จริง แต่ละเจ้ามีฐานลูกค้าและจุดแข็งต่างกัน:
**Shopee**: แพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้กว้างที่สุดในไทย จุดแข็งคือโปรโมชันเยอะ ทั้งโค้ดส่วนลด เกมในแอป และแคมเปญลดราคาแทบทุกเดือน มี SPX Express เป็นขนส่งในเครือ ใครขายสินค้าราคาถูกถึงกลางที่เน้นปริมาณ มักเริ่มจากที่นี่ จุดอ่อนคือการแข่งขันด้านราคารุนแรง และค่าธรรมเนียมที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง
**Lazada**: เข้ามาไทยก่อนเจ้าไหน ๆ ในกลุ่มนี้ เจ้าของคือ Alibaba จุดแข็งอยู่ที่ LazMall สำหรับแบรนด์และสินค้าของแท้ ระบบขนส่ง LEX ในเครือ และโปรแกรมรับประกันของแท้ 100% ที่ช่วยปิดการขายสินค้ามูลค่าสูง ฐานลูกค้าค่อนข้างไปทางคนทำงานและครอบครัว
**TikTok Shop**: ลูกผสมระหว่าง marketplace กับ Social Commerce ขายได้ทั้งผ่านหน้าร้านในแอป ไลฟ์สด และคลิปวิดีโอ เติบโตเร็วมากในช่วง 2-3 ปีหลัง โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง และของกิน ใครถนัดทำคอนเทนต์หรือไลฟ์จะได้เปรียบชัดเจน เพราะยอดขายส่วนใหญ่มาจากคลิปที่ทำให้คนเห็นแล้วอยากซื้อ (อ่านต่อ: [คู่มือเปิดร้าน TikTok Shop ปี 2569](https://sellerpao.com/blog/sell-on-tiktok-shop-guide-2569))
**Temu**: แพลตฟอร์ม cross-border จากจีน เปิดให้คนไทยสั่งซื้อได้ตั้งแต่ปี 2567 ด้วยราคาที่ถูกจนหลายคนตกใจ เพราะสินค้าส่วนใหญ่ส่งตรงจากโรงงานในจีน ตอนนี้การสมัครเป็นผู้ขายยังจำกัดเฉพาะผู้ที่ผ่านเกณฑ์ของแพลตฟอร์ม แต่ผลกระทบต่อร้านค้าไทยมีจริง รัฐจึงเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ทุกชิ้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เพื่อลดความได้เปรียบด้านราคาของสินค้า cross-border (อ่านต่อ: [TEMU คืออะไร ร้านค้า SME ไทยรับมือยังไง](https://sellerpao.com/blog/what-is-temu-thailand-guide))
นอกจากนี้ยังมี marketplace เฉพาะกลุ่มอย่าง NocNoc (ของแต่งบ้านและวัสดุก่อสร้าง) หรือ Kaidee (สินค้ามือสอง) ที่ฐานผู้ใช้เล็กกว่า แต่ตรงกลุ่มลูกค้ามากกว่า เหมาะกับร้านที่ขายสินค้าเฉพาะทาง
บทเรียนสำคัญจากตลาดนี้: เจดี เซ็นทรัล (JD Central) ที่เคยเป็นอันดับสามของไทย ปิดให้บริการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. 2566 (อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจ) เพราะแพลตฟอร์มที่จะอยู่รอดต้องมีทั้งเงินทุน ระบบโลจิสติกส์ และฐานผู้ใช้มหาศาล แปลว่าร้านค้าที่พึ่งพาแพลตฟอร์มใดเพียงเจ้าเดียว เสี่ยงเสมอเมื่อเจ้านั้นเปลี่ยนนโยบายหรือปิดตัวไป
ค่าธรรมเนียมปี 2569 ตัวเลขที่ต้องรู้ก่อนตั้งราคา
ค่าธรรมเนียมคือจุดที่ร้านค้าส่วนใหญ่คิดผิดกันมากที่สุด เพราะเรตไม่ใช่ตัวเลขคงที่ แต่แยกเป็นหลายรายการซ้อนกัน ปี 2569 ทั้ง Shopee Lazada และ TikTok Shop ต่างปรับขึ้นค่าธรรมเนียมมาหลายรอบ โดยเรตปัจจุบัน ณ เดือนสิงหาคม 2569 (รวม VAT แล้ว ขึ้นกับหมวดสินค้าและประเภทร้าน):
| รายการ | Shopee | Lazada | TikTok Shop |
|---|---|---|---|
| ค่าคอมมิชชัน (ร้านทั่วไป) | 7.49–14.98% | 5.89–14.98% | 6.42–11.77% |
| ค่าคอมมิชชัน (ร้าน Mall) | สูงสุด 17.12% | สูงสุด 16.59% | สูงสุด 13.91% |
| ค่าธุรกรรม/ชำระเงิน | 3.21% | 3.21% | 3.21% |
| ค่าแพลตฟอร์ม | 1.07 บาท/ออเดอร์ | ไม่มี | 1.07 บาท/ออเดอร์ |
ตัวเลขในตารางอ้างอิงจากบทความสรุปค่าธรรมเนียม Shopee 2569 ของ PEAK (peakaccount.com) และประกาศปรับขึ้นค่าคอมมิชชัน TikTok Shop ที่มีผล 5 ก.ค. 2569 (marketthink.co) ซึ่งตรงกันกับที่ผู้ขายใน Pantip รวบรวมไว้
อ่านตารางให้เข้าใจ: ค่าคอมมิชชันหนักที่สุด หักจากยอดขายตามหมวดสินค้า เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า อยู่ในเรตสูงกว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนค่าธุรกรรม 3.21% หักจากทุกออเดอร์ รวมถึงค่าส่งที่ลูกค้าจ่ายด้วย และค่าแพลตฟอร์ม 1.07 บาทต่อออเดอร์ ยังไม่นับค่าผ่อนชำระ 3.21–7.49% ที่ร้านค้าบางรายยอมจ่ายแทนลูกค้าเพื่อกระตุ้นยอด
ลองคิดเป็นเงินจริง: ขายเสื้อยืดราคา 500 บาทบน Shopee หมวดแฟชั่น ถูกหักค่าคอมมิชชัน 40.15 บาท ค่าธุรกรรม 17.27 บาท และค่าแพลตฟอร์ม 1.07 บาท รวมเกือบ 60 บาท ก่อนหักต้นทุนสินค้าและค่าส่ง ถ้าคิดกำไรโดยไม่รวมรายการเหล่านี้ บอกได้เลยว่าใกล้เจ๊ง นี่คือเหตุผลที่ร้านค้าจำนวนมากขายดีแต่เงินไม่เหลือ
เรื่องรอบเงินก็ต้องวางแผน TikTok Shop มีช่วงกันเงิน (holding period) หลังจัดส่งสำเร็จ: ร้านใหม่ 15 วัน ร้านทั่วไป 7 วัน ส่วนร้านที่ performance ดีเหลือ 3 วัน จากนั้นถอนเงินได้ทุกวันโดยไม่มีค่าธรรมเนียมถอน ส่วน Shopee และ Lazada เงินจะเข้าระบบหลังออเดอร์เสร็จสิ้น คือลูกค้ารับของแล้วพ้นระยะเวลาคืนสินค้า แล้วค่อยโอนออกตามรอบของแต่ละแพลตฟอร์ม ตัวเลขรอบ D+N ที่แน่นอนให้เปิดดูใน Seller Center ของตัวเอง เพราะแต่ละเจ้าและแต่ละช่วงปรับไม่เหมือนกัน
อีกเรื่องที่ต้องจำไว้: เรตพวกนี้เปลี่ยนบ่อย ก่อนตั้งราคาหรือทำโปรโมชันครั้งใหญ่ ให้เข้าไปเช็คประกาศค่าธรรมเนียมล่าสุดใน Seller Center ทุกครั้ง แล้วค่อยคำนวณ margin อีกที
ข้อดีที่ได้ กับสิ่งที่ต้องยอมรับ
ขายบน marketplace ได้อะไรกลับมาเยอะ แต่ก็ต้องยอมรับข้อจำกัดหลายอย่างด้วย
**ข้อดี**
- ลูกค้ามีอยู่แล้วในแพลตฟอร์ม ไม่ต้องลงทุนพาคนเข้าร้านเองตั้งแต่ศูนย์
- ระบบกันเงินและชำระเงินกลาง ทำให้คนซื้อกล้าจ่ายเงินกับร้านที่เพิ่งรู้จัก
- ระบบจัดส่งในตัว ตั้งแต่เช็คเรตค่าส่งไปจนถึงปริ้นใบปะหน้า
- รีวิวและคะแนนร้านช่วยปิดการขาย ลูกค้าไทยอ่านรีวิวก่อนซื้อแทบทุกคน
- โปรโมชันและแคมเปญของแพลตฟอร์มช่วยดึงยอดช่วงเทศกาล เช่น 9.9 11.11 หรือปีใหม่
**สิ่งที่ต้องยอมรับ**
- ค่าธรรมเนียมขยับขึ้นแทบทุกปี Shopee และ Lazada ขึ้นรอบล่าสุดโดยผู้ขายจ่ายสูงสุดราว 17%
- การแข่งขันด้านราคารุนแรง เพราะลูกค้าเปรียบเทียบราคาร้านที่ขายของเหมือนกันได้ในคลิกเดียว
- เงินติดรอบหลายวัน กระทบสภาพคล่องของร้านเล็กโดยตรง
- ข้อมูลลูกค้าอยู่กับแพลตฟอร์ม เอากลับมาทำการตลาดเองไม่ได้
- ยอดขายขึ้นกับอัลกอริทึม วันไหนถูกจำกัดการมองเห็น ยอดวูบเลย
- ผิดกฎแพลตฟอร์มแม้แต่เรื่องเล็ก โดนลดสิทธิ์หรือปิดร้านได้
ด้านกฎหมาย ร้านค้าออนไลน์ทุกแบบต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเริ่มขาย เพื่อรับเครื่องหมาย DBD Registered และรายได้จากการขายออนไลน์ต้องนำไปยื่นภาษีด้วยตัวเอง เพราะแพลตฟอร์มไม่ได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายให้ ยิ่งขายหลายช่องทาง ยิ่งต้องเก็บข้อมูลรายได้-รายจ่ายให้เป็นระบบ ไม่งั้นตอนยื่นภาษีกลางปีจะปวดหัวเอง
เลือก marketplace ยังไง แล้วขายหลายเจ้า จัดการยังไง
ไม่มี marketplace ไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เริ่มจากถามตัวเอง 4 ข้อ:
- สินค้าอยู่หมวดที่แพลตฟอร์มไหนแข็งแรง เช่น เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวโตไวบน TikTok Shop ส่วนสินค้าแบรนด์หรือของราคาสูงได้เปรียบบน LazMall
- ลูกค้าของเราอยู่ที่ไหน กลุ่มวัยรุ่นอยู่ TikTok กลุ่มวัยทำงานและครอบครัวอยู่ Shopee/Lazada
- ค่าธรรมเนียมกับ margin ของสินค้าไปด้วยกันได้ไหม ถ้าสินค้า margin บาง ต้องเลือกแพลตฟอร์มที่เรตถูกสุด หรือตั้งราคาให้รวมค่าธรรมเนียมแล้วยังเหลือกำไรจริง
- ทีมมีแรงจัดการกี่ช่องทาง เริ่มจาก 1-2 เจ้าที่ใช่ก่อน วัดผล 2-3 เดือนแล้วค่อยขยาย
พอขยายหลายช่องทาง ออเดอร์จะกระจายอยู่ทั้ง Shopee Lazada TikTok Facebook และ LINE การตอบแชทสลับแอปแล้วก๊อปข้อมูลออเดอร์มาใส่สเปรดชีต เริ่มพังเมื่อยอดเกินวันละ 20-30 ออเดอร์ ทางออกคือใช้ระบบจัดการร้านค้าที่ดึงออเดอร์จากทุกช่องทางมารวมกันไว้ที่เดียว ตัดสต๊อกอัตโนมัติ และออกเอกสารส่งของได้ในหน้าจอเดียว เพื่อให้เหลือเวลาทำเรื่องขายแทนการก๊อปวาง (ดูวิธี: [จัดการออเดอร์จาก Shopee, Lazada, TikTok, Facebook, LINE ในที่เดียว](https://sellerpao.com/how-to/manage-orders-multi-channel))
สรุป
E-Marketplace คือตลาดกลางออนไลน์ที่รวบรวมร้านค้าหลายเจ้าไว้ด้วยกัน แพลตฟอร์มจัดการชำระเงิน จัดส่ง และความน่าเชื่อถือให้ ส่วนที่ต่างจาก Social Commerce คือโมเดล: marketplace ขายผ่านระบบตลาดกลางที่มีโครงสร้างครบ ส่วน Social Commerce ขายผ่านคอนเทนต์และแชทบนโซเชียลมีเดีย ไทยมี marketplace หลักคือ Shopee Lazada TikTok Shop และ Temu ที่เพิ่งเข้ามา ค่าธรรมเนียมปี 2569 อยู่ที่ราว 5-17% ของยอดขาย บวกค่าธุรกรรม 3.21% และค่าแพลตฟอร์มอีกเล็กน้อย
ก่อนตัดสินใจขายที่ไหน เอาเรตจริงไปคำนวณกับต้นทุนสินค้าและค่าส่งก่อน ตั้งราคาให้เหลือกำไรจริง แล้วค่อยเริ่มจากช่องทางที่ตรงกับลูกค้ามากที่สุด เมื่อยอดโตแล้วค่อยขยายหลายช่องทางพร้อมระบบจัดการออเดอร์รวม ร้านเล็กก็สู้กับร้านใหญ่ได้นะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
**E-Marketplace ต่างจาก Social Commerce ยังไง**
E-Marketplace คือตลาดกลางที่มีระบบชำระเงิน ระบบจัดส่ง รีวิว และคะแนนร้านครบ ส่วน Social Commerce คือการขายผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook LINE Instagram โดยใช้คอนเทนต์ ไลฟ์ และแชทปิดการขาย ต่างกันที่โครงสร้าง: marketplace รวมร้านค้าหลายเจ้าไว้ที่เดียว ส่วน Social Commerce ขายในพื้นที่โซเชียลที่เราสร้างและดูแลเอง
**ขายบน Shopee/Lazada/TikTok Shop ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ไหม**
ต้องจด ทุกคนที่ขายสินค้าหรือบริการออนไลน์ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันเริ่มขาย เพื่อรับเครื่องหมาย DBD Registered จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ทำออนไลน์ได้ที่เว็บ reg.dbd.go.th
**ค่าธรรมเนียมขายของปี 2569 เท่าไร**
เรต ณ เดือนสิงหาคม 2569 (รวม VAT แล้ว): Shopee คอมมิชชัน 7.49–14.98% บวกค่าธุรกรรม 3.21% บวก 1.07 บาท/ออเดอร์, Lazada คอมมิชชัน 5.89–14.98% บวก 3.21% ไม่มีค่าแพลตฟอร์ม, TikTok Shop คอมมิชชัน 6.42–11.77% บวก 3.21% บวก 1.07 บาท/ออเดอร์ เรตจริงขึ้นกับหมวดสินค้าและประเภทร้าน ควรเช็ค Seller Center ก่อนตั้งราคาเสมอ
**ขายของได้เงินเมื่อไร**
หลังลูกค้ารับสินค้าและพ้นระยะเวลาคืนสินค้า เงินจะเข้าสู่ระบบตามรอบของแต่ละแพลตฟอร์ม TikTok Shop กันเงินไว้ 3-15 วัน (ร้านใหม่ 15 วัน ร้านทั่วไป 7 วัน ร้าน Top Seller 3 วัน) แล้วถอนได้ทุกวันโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ส่วนรอบ D+N ของ Shopee และ Lazada ให้เช็คใน Seller Center
**เริ่มขายออนไลน์ครั้งแรก เริ่มที่ marketplace ไหนดี**
ถ้าสินค้าทั่วไปราคากลาง เริ่มที่ Shopee หรือ Lazada เพราะมีลูกค้าอยู่แล้วและระบบครบ ถ้าถนัดทำคอนเทนต์หรือไลฟ์ ลอง TikTok Shop เริ่มเพียงช่องทางเดียวให้ชำนาญก่อน แล้วค่อยขยายเมื่อยอดนิ่ง
แหล่งอ้างอิง
- [ค่าธรรมเนียม Shopee 2569 ผู้ขายจ่ายอะไรบ้าง คำนวณครบทุกรายการ: PEAK (อัปเดต 5 ก.ค. 2026)](https://www.peakaccount.com/blog/business/smes/how-to-calculate-shopee-fees)
- [TikTok Shop ปรับขึ้นค่าคอมมิชชัน สูงสุด 11.77% มีผล 5 ก.ค. นี้: MarketThink (22 มิ.ย. 2026)](https://www.marketthink.co/75311)
- [JD CENTRAL ประกาศหยุดให้บริการในไทย ตั้งแต่ 3 มี.ค. 66: กรุงเทพธุรกิจ](https://www.bangkokbiznews.com/business/1050452)
- [1 ม.ค. 69 เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งแต่ 1 บาท: Thai PBS](https://www.thaipbs.or.th/news/content/500110)
- [ร้านค้าออนไลน์ต้องจดทะเบียนมั้ย ไม่จดได้ไหม มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง: Ninja Van Blog](https://blog.ninjavan.co/th-th/law-tax/what-is-commercial-registration-certificate/)
อัปเดตล่าสุด: 26 สิงหาคม 2569
