Seller Pao
กลับไปบทความทั้งหมด

รายได้ถึง 1.8 ล้าน ต้องจด VAT ยังไง? คู่มือร้านออนไลน์ 2569

Nong Pao·

รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ไม่ว่าจะขายใน Shopee, Lazada, Facebook หรือ LINE — ถ้าถึงเกณฑ์นี้ กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

มาดูกันว่าใครต้องจด จดยังไง หลังจดต้องทำอะไร แล้วมีโปรแกรมไหนช่วยได้บ้าง

VAT คืออะไร? ทำไมร้านออนไลน์ต้องรู้?

VAT (Value Added Tax) หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม คือภาษีที่เก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการ ปัจจุบันอัตรา VAT ในไทยอยู่ที่ 7% (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

สำหรับร้านค้าออนไลน์:

  • จด VAT แล้ว ต้องบวก 7% เข้าไปในราคาสินค้าที่ขาย (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)
  • ต้องออก ใบกำกับภาษี ทุกครั้งที่ขาย
  • ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ไม่ว่าจะมียอดขายหรือไม่
  • ต้องจ่ายส่วนต่างระหว่าง VAT ที่เก็บมาได้ (output tax) กับ VAT ที่จ่ายไป (input tax) ให้กรมสรรพากร

ใครต้องจด VAT?

กฎหมายกำหนดให้คนที่มี รายได้จากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT โดย:

  • นับรายได้รวมทุกช่องทาง (Shopee + Lazada + Facebook + LINE + เว็บ + อื่น ๆ)
  • ไม่ใช่รายได้สุทธิ แต่เป็น ยอดขายรวม (gross revenue)
  • ต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้สะสมเกิน 1.8 ล้าน (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

ถ้าไม่จด มีโทษปรับและอาจถูกประเมินย้อนหลัง พร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ

ตรวจสอบรายได้ยังไง?

ถ้าไม่แน่ใจว่ารายได้ถึง 1.8 ล้านหรือยัง ลองรวมจากทุกช่องทาง: (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

  1. Shopee — ดูที่ Finance → Revenue Summary
  2. Lazada — ดูที่ Seller Center → Finance
  3. Facebook/LINE — รวมยอดขายจากระบบ OMS หรือ spreadsheet
  4. เว็บไซต์ — ดูจาก payment gateway หรือ OMS

ถ้ารวมแล้วใกล้หรือเกิน 1.8 ล้าน/ปี ต้องเตรียมตัวจด VAT (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

เกณฑ์ง่าย ๆ ที่จำได้: 1.8 ล้าน/ปี เท่ากับประมาณ 150,000 บาท/เดือน หรือ 5,000 บาท/วัน ร้านที่ส่งออเดอร์ 20-30 รายการ/วัน ราคาเฉลี่ย 200-300 บาท อาจใกล้เกณฑ์แล้ว

ขั้นตอนการจดทะเบียน VAT

ขั้นตอนที่ 1: เตรียมเอกสาร

สำหรับบุคคลธรรมดา (ร้านค้าที่ไม่ได้จดบริษัท):

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หลักฐานสถานที่ทำธุรกิจ (เช่น สัญญาเช่า หรือเอกสารแสดงว่าเป็นเจ้าของสถานที่)
  • รูปถ่ายสถานที่ทำธุรกิจ (ทั้งภายนอกและภายใน)

สำหรับนิติบุคคล (บริษัท/ห้างหุ้นส่วน):

  • หนังสือรับรองบริษัท
  • บัตรประชาชนกรรมการ
  • หลักฐานสถานที่ทำธุรกิจ

ขั้นตอนที่ 2: ยื่นขอจดทะเบียน

ทำได้ 2 ช่องทาง:

ออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร (rd.go.th) → ระบบ e-Registration

  • สะดวก ไม่ต้องเดินทาง
  • ต้องมี e-Tax Account ก่อน

สาขาสรรพากร: ไปยื่นเอกสารที่สาขาในพื้นที่

  • ใช้เวลา 1–2 ชั่วโมง
  • ได้รับเอกสารยืนยันเร็วกว่าบางกรณี

ขั้นตอนที่ 3: รับใบทะเบียน VAT

หลังยื่นครบ กรมสรรพากรจะออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ให้ ซึ่งมีเลขทะเบียน VAT 13 หลัก

หลังจดทะเบียน VAT ต้องทำอะไร?

1. ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขาย

ใบกำกับภาษีต้องมีข้อมูล:

  • ชื่อ ที่อยู่ เลขผู้เสียภาษีของผู้ขาย
  • ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อ
  • วันที่ออกใบกำกับ
  • รายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย ราคารวม
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
  • ราคารวมทั้งสิ้น (รวม VAT)

2. เก็บบันทึกภาษีซื้อ (Input Tax)

VAT ที่จ่ายจากการซื้อสินค้า/บริการเพื่อใช้ในกิจการ นำมาหักออกจาก VAT ที่ต้องจ่ายได้ เช่น:

  • ค่าสินค้าจากซัพพลายเออร์ที่จด VAT
  • ค่าบริการขนส่ง
  • ค่าแพ็กเกจจิ้ง (ถ้าซัพพลายเออร์จด VAT)

3. ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน

ต้องยื่นภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป ทุกเดือน ไม่มีข้อยกเว้น แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขาย ยื่น 0 บาทก็ต้องยื่น

ยื่นได้ทางออนไลน์ผ่าน rd.go.th

4. เก็บเอกสารย้อนหลัง 5 ปี

ใบกำกับภาษี, บิลซื้อสินค้า, รายงาน ภ.พ.30 ทั้งหมดต้องเก็บไว้ 5 ปี

ราคาสินค้าต้องปรับยังไงหลังจด VAT?

มี 2 แนวทาง:

แนวทาง 1: บวก 7% เข้าในราคา

  • สินค้าเดิมราคา 100 บาท → ปรับเป็น 107 บาท
  • ลูกค้าเป็นคนจ่าย VAT
  • เหมาะกับตลาด B2B ที่ลูกค้าเอา VAT คืนได้

แนวทาง 2: ตัด VAT จากราคาเดิม

  • สินค้าราคา 100 บาท → ราคาสินค้า 93.46 บาท + VAT 6.54 บาท = 100 บาท
  • ร้านรับภาระ VAT เอง
  • เหมาะกับตลาด B2C ที่ไม่อยากให้ราคาขยับ

ร้านออนไลน์ส่วนใหญ่ขาย B2C จะเลือกแนวทาง 2 เพราะการขึ้นราคากระทบ conversion rate

โปรแกรมที่ช่วยจัดการ VAT ได้

ตลาดโปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SME ไทยมีตัวเลือกหลายเจ้า ฟีเจอร์ที่ควรมีสำหรับร้านที่จด VAT แล้ว:

  • ออก e-Tax Invoice ที่รับรองโดยกรมสรรพากร
  • สรุปรายงาน ภ.พ.30 อัตโนมัติ
  • คำนวณ input/output tax ให้
  • เชื่อมกับระบบ e-Filling ของกรมสรรพากร

ลองเปรียบเทียบราคาและฟีเจอร์ก่อนตัดสินใจ เพราะแต่ละเจ้ามีจุดเด่นต่างกัน บางตัวรวมฟีเจอร์จัดการออเดอร์และสต็อกไว้ด้วย ซึ่งสะดวกกว่าสำหรับร้านที่ต้องการระบบครบในที่เดียว

ตารางสรุปสิ่งที่ต้องทำหลังจด VAT

งานความถี่Deadlineเครื่องมือ
ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขายทันทีโปรแกรมบัญชี
รวบรวม input taxรายเดือนก่อนวันที่ 15โปรแกรมบัญชี
ยื่น ภ.พ.30รายเดือนวันที่ 15 ของเดือนถัดไปrd.go.th / โปรแกรมบัญชี
เก็บเอกสารต่อเนื่องเก็บ 5 ปีCloud storage / โปรแกรมบัญชี

คำถามที่พบบ่อย

Q: ถ้ารายได้ไม่ถึง 1.8 ล้าน แต่อยากจด VAT เพื่อรับภาษีซื้อคืน ทำได้ไหม?
A: ได้ สมัครจด VAT ได้โดยสมัครใจก่อนถึงเกณฑ์ แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่าภาระงานที่เพิ่มขึ้นคุ้มกับ input tax ที่จะได้คืนไหม

Q: ขาย Shopee แล้ว Shopee หักภาษี 3% ให้แล้ว ยังต้อง VAT อีกไหม?
A: ภาษีที่ Shopee หัก 3% คือ withholding tax (WHT) ซึ่งคนละตัวกับ VAT ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้าน ก็ยังต้องจด VAT แยกต่างหาก

Q: จด VAT แล้วถ้าเดือนไหนรายได้น้อย ยังต้องยื่น ภ.พ.30 ไหม?
A: ต้องยื่นทุกเดือนไม่มีข้อยกเว้น แม้รายได้เป็น 0 ก็ต้องยื่น ถ้าไม่ยื่นมีค่าปรับ

Q: ถ้าขายของเก่า ของมือสอง ต้องจด VAT ไหม?
A: ถ้ารายได้รวมเกิน 1.8 ล้าน ต้องจด VAT ไม่ว่าสินค้าจะใหม่หรือเก่า

Q: จดในนามบุคคลหรือนิติบุคคลดีกว่า?
A: ขึ้นอยู่กับสถานะธุรกิจ ถ้ายังไม่จดบริษัทก็จดในนามบุคคลได้ แต่ถ้าต้องการความน่าเชื่อถือหรือแยกทรัพย์สินชัดเจน การจดบริษัทก่อนแล้วค่อยจด VAT ในนามนิติบุคคลดีกว่า ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ

Q: สินค้านำเข้าจากต่างประเทศต้องรู้เรื่อง VAT อะไรเพิ่มเติมไหม?
A: ตั้งแต่ปี 2569 สินค้านำเข้าทุกชิ้นต้องเสีย VAT 7% ไม่มีข้อยกเว้น รวมถึงสินค้าราคาต่ำที่เคยได้รับการยกเว้นก่อนหน้านี้ ถ้าซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาขายต่อ ควรคำนวณต้นทุน VAT นำเข้าในราคาสินค้าด้วย

สรุป

การจด VAT ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่ต้องเตรียมตัวและมีระบบรองรับ:

  1. ติดตามรายได้ อย่าปล่อยให้เกิน 1.8 ล้านแล้วค่อยรู้
  2. เตรียมเอกสาร และจดทะเบียนทันทีเมื่อใกล้ถึงเกณฑ์
  3. ใช้โปรแกรมบัญชี ช่วยจัดการ — อย่าทำ manual
  4. ยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน โดยไม่ขาด