Seller Pao
กลับไปบทความทั้งหมด

ขายดีแต่เงินหาย? 5 ต้นทุนลับที่กัดกำไรร้านออนไลน์ทุกวัน

Nong Pao·

"ยอดขายดีมากเดือนนี้ แต่พอดูเงินในบัญชีแล้วงงว่ามันไปไหน"

ถ้าเคยรู้สึกแบบนี้ ไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก เจ้าของร้านออนไลน์เจอปัญหานี้กันเพียบ โดยเฉพาะคนที่ขายเยอะ มีออเดอร์เข้าทุกวัน แต่ปลายเดือนกลับ "ไม่รู้ว่ากำไรจริง ๆ เท่าไหร่"

ไม่ใช่เพราะร้านไม่ดีหรือขายไม่เป็นนะ แต่เพราะมี ต้นทุนที่มองไม่เห็น ซ่อนอยู่ในทุกออเดอร์ ถ้าไม่ track ให้ดี ตัวเลขในกระเป๋ากับยอดขายจะไม่มีวันตรงกัน

ขายเยอะ แต่กำไรหายไปไหน?

ลองนึกภาพนี้ดู

ร้านขายได้วันละ 50 ออเดอร์ ราคาเฉลี่ยออเดอร์ละ 300 บาท = ยอดขาย 15,000 บาท/วัน เดือนนึงก็ 450,000 บาท ฟังดูเวิร์กมาก

แต่พอสิ้นเดือน เงินในมือแค่ 30,000-40,000 บาท

ส่วนต่างนั้นไปไหน?

5 สาเหตุที่คุมกำไรไม่ได้

1. ค่าส่งที่คิดผิด

นี่คือต้นทุนที่คนตั้งราคาผิดบ่อยที่สุด

หลายคนรู้ว่า "ค่าส่งประมาณ 50 บาท" แต่ไม่ได้คิดถึง:

  • ค่าส่งที่ขึ้นตามน้ำหนัก (สินค้าหนักขึ้น ค่าส่งขึ้น)
  • ค่าส่งเพิ่มสำหรับพื้นที่ห่างไกล
  • ค่าส่งคืนเมื่อลูกค้าปฏิเสธรับสินค้า COD
  • ค่าประกันสินค้า (ถ้ามี)

ลองคิดดู: ถ้าขาย COD แล้ว rejection rate อยู่ที่ 10% (ลูกค้า 10 คนจาก 100 ไม่รับของ) แต่ละออเดอร์ที่ถูก reject ต้องจ่ายค่าส่งทั้งไปและกลับ = สูญเสียเพิ่มอีก 80-120 บาทต่อออเดอร์โดยไม่ได้อะไรเลย (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

2. ค่าคอมมิชชั่น Marketplace ที่ไม่ได้ตั้งราคารองรับ

แต่ละ platform มีค่าคอมต่างกัน แถมหลายคนตั้งราคาโดยไม่ได้รวมตัวเลขเหล่านี้เข้าไป:

Platformค่าคอมโดยประมาณ
Shopee2-3% (transaction fee) + 2% (payment processing) + tech fee 5% (มีผล ก.พ. 2569)
Lazada2-4% แล้วแต่ category + 1.5% (ปรับขึ้นปี 2569)
TikTok Shop2-5%

ดูเหมือนน้อย แต่สินค้าราคา 200 บาท ค่าคอม 5% = 10 บาท — ถ้ามีออเดอร์ 50 ชิ้น/วัน = สูญ 500 บาท/วัน โดยไม่ได้รวมไว้ในราคาทุน และในปี 2569 ค่าธรรมเนียมจาก Shopee และ Lazada ปรับขึ้นอีก ยิ่งต้องคำนวณให้แม่น (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

3. ค่าแพ็คที่ "ไม่ได้นับ"

วัสดุแพ็คไม่ใช่ฟรี แต่หลายคนลืมรวมเข้าไปในต้นทุน:

  • กล่อง/ซอง: 3-15 บาท/ชิ้น
  • เทป: ~0.5-1 บาท/ออเดอร์
  • Bubble wrap / ฟองน้ำ: 5-20 บาท (ถ้าสินค้าแตกได้)
  • สติ๊กเกอร์ขอบคุณ/การ์ด: 2-5 บาท

รวม ๆ แล้วอาจถึง 10-30 บาท/ออเดอร์ ถ้าไม่ได้นับ ปลายเดือนก็หาย

4. สินค้าเสียหาย เสีย หรือถูกคืน

ต้นทุนที่ไม่แน่นอนแต่มีจริง:

  • สินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง (ต้องส่งใหม่)
  • สินค้าหมดอายุ/เสื่อมสภาพ (ถ้าเป็นสินค้ามีอายุ)
  • รับคืนสินค้าจากลูกค้าที่ไม่พอใจ
  • สินค้าหายระหว่างจัดการ (เสียในสต๊อก)

ร้านที่ไม่ track ตัวเลขนี้มักคิดว่า "น้อยมาก ไม่น่ากระทบ" แต่พอรวมทั้งปีแล้วอาจหายไปหลักหมื่นเลย

5. ค่าแอดโฆษณาที่ไม่ได้คำนวณ ROI จริง

ยิงแอด 5,000 บาท ได้ยอดขาย 15,000 บาท — ฟังดูดี แต่:

  • กำไรต่อออเดอร์จริง ๆ เท่าไหร่?
  • ยอดขาย 15,000 = กำไรเท่าไหร่หลังหักทุกต้นทุน?
  • ถ้ากำไรต่อออเดอร์แค่ 50 บาท แล้วแอดให้มา 20 ออเดอร์ = กำไรจากแอดแค่ 1,000 บาท แต่จ่ายแอดไป 5,000

นี่คือการขาดทุนแบบช้า ๆ ที่เห็นยาก ถ้าไม่คำนวณ ROAS (Return on Ad Spend) จริง ๆ

วิธีคำนวณกำไรจริงต่อออเดอร์

สูตรนี้ไม่มีทางลัด:

```
กำไรสุทธิต่อออเดอร์ =
ราคาขาย
- ต้นทุนสินค้า
- ค่าส่ง (ต้นทุนจริง รวม rejection rate)
- ค่าคอมมิชชั่น platform
- ค่าแพ็ค
- ค่าแอด (ต้นทุนต่อ 1 ออเดอร์จากแอด)
- ต้นทุนสินค้าเสีย/คืน (คำนวณเป็น % ของออเดอร์)
```

ตัวอย่างจริง:

ขายสินค้าราคา 290 บาท บน Shopee

รายการจำนวน
ราคาขาย+290 บาท
ต้นทุนสินค้า-80 บาท
ค่าส่ง-55 บาท
ค่าคอม Shopee (~5%)-14.5 บาท
ค่าแพ็ค-12 บาท
ค่าแอด (สมมติ 10% ของยอด)-29 บาท
ต้นทุนแฝง (คืนสินค้า ~3%)-8.7 บาท

กำไรจริง ๆ อยู่ที่ 31% ของราคาขาย ไม่ใช่ "กำไร 210 บาท" แบบที่คิดตอนแรก (ที่มา: LINE Thailand, Official Report 2568)

ถ้าไม่ได้คำนวณแบบนี้ ตั้งราคาผิด หรือยิงแอดเพิ่ม — อาจขาดทุนอยู่โดยไม่รู้ตัว

เครื่องมือที่ช่วยติดตามต้นทุน

Option 1: Google Sheet แบบ manual

สร้าง sheet ที่มีคอลัมน์:

  • วันที่
  • ช่องทางขาย
  • รายรับ
  • ต้นทุนสินค้า
  • ค่าส่ง
  • ค่าคอม
  • ค่าแพ็ค
  • ค่าแอด
  • กำไรสุทธิ

ข้อดี: ฟรี ปรับได้เอง
ข้อเสีย: ต้องกรอกเองทุกออเดอร์ — ถ้ามี 50 ออเดอร์/วัน ใช้เวลาเยอะมาก แถม error ง่าย

Option 2: โปรแกรมจัดการร้านที่มีระบบบัญชี

โปรแกรมจัดการร้านค้าหลายตัวในตลาดมีระบบที่:

  • ดึงข้อมูลออเดอร์จากทุก platform อัตโนมัติ
  • คำนวณต้นทุนและกำไรต่อออเดอร์อัตโนมัติ
  • แสดง report รายวัน/รายสัปดาห์/รายเดือน
  • เห็น trend ว่าช่องทางไหนกำไรดีที่สุด

ข้อดี: ประหยัดเวลา ข้อมูลถูกต้อง real-time
ข้อเสีย: มีค่าใช้จ่ายรายเดือน

Option 3: โปรแกรมบัญชีเฉพาะทาง

เช่น Express Accounts, FlowAccount — เหมาะถ้าต้องการระบบบัญชีเต็มรูปแบบ แต่อาจซับซ้อนกว่าที่ร้านออนไลน์ทั่วไปต้องการ

เริ่มวันนี้เลย: 3 สิ่งที่ทำได้ทันที

ไม่ต้องรอมีระบบสมบูรณ์แบบ เริ่มด้วย 3 อย่างนี้:

1. คำนวณกำไรจริงต่อออเดอร์สักหนึ่งประเภทสินค้า
เลือกสินค้าที่ขายดีที่สุด แล้วใช้สูตรข้างต้นลองคำนวณดูว่ากำไรต่อชิ้นจริง ๆ เท่าไหร่

2. เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับร้าน (ถ้ายังไม่มี)
เงินเข้าออกจากร้านต้องผ่านบัญชีเดียว ไม่ปนกับเงินส่วนตัว

3. ติดตาม rejection rate COD
ถ้าขาย COD ลองนับว่าเดือนที่แล้วลูกค้าไม่รับสินค้ากี่เปอร์เซ็นต์ แล้วคำนวณว่าเสียค่าส่งคืนไปเท่าไหร่

สามอย่างนี้ทำแล้วจะเริ่มเห็นภาพว่าเงินไปอยู่ที่ไหน แล้วค่อย ๆ ปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

คุมกำไรไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องดวง

เรื่องนี้เป็นเรื่องของข้อมูลล้วน ๆ คนที่ track ต้นทุนได้แม่นจะตัดสินใจได้ดีกว่าในทุกเรื่อง ตั้งแต่ตั้งราคา ยิงแอด ไปจนถึงเลือกสินค้าใหม่

ยอดขายบอกว่าร้านกำลังไปได้ดีแค่ไหน แต่กำไรสุทธิบอกว่าธุรกิจอยู่รอดได้จริงไหม ต้อง track ทั้งคู่ไปพร้อมกัน

FAQ

Q: ต้องใช้โปรแกรมบัญชีมืออาชีพไหม หรือ Excel พอ?
A: Excel พอสำหรับตอนเริ่มต้นและออเดอร์น้อยกว่า 20 ชิ้น/วัน แต่พอออเดอร์เพิ่มหรือขายหลายช่องทาง การคีย์มือทุกออเดอร์กินเวลาแถม error ง่าย โปรแกรมที่ดึงข้อมูลอัตโนมัติจะแม่นยำกว่ามาก

Q: ค่าคอม Shopee คิดจากยอดขายทั้งหมดหรือแค่ราคาสินค้า?
A: Shopee คิดจากยอดขายทั้งหมด (รวมค่าส่งถ้ามี) ควรเช็คในศูนย์ผู้ขาย Shopee ว่าอัตราค่าคอมของ category สินค้าเท่าไหร่ เพราะต่างกันตาม category และปี 2569 มีการปรับเพิ่ม tech fee ด้วย

Q: สินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง เคลมเงินจากขนส่งได้ไหม?
A: ได้ถ้าประกันไว้ แต่ส่วนใหญ่ขนส่งจ่ายชดเชยตามมูลค่าที่ประกาศ ไม่ใช่ราคาขาย แถมมีขั้นตอนเคลมที่ใช้เวลา ควรรวมต้นทุนความเสียหายไว้ในราคาขายตั้งแต่ต้นดีกว่า

Q: ค่าแอดควรคิดยังไงให้ถูกต้อง?
A: ใช้สูตร CPO (Cost Per Order) = ค่าแอดทั้งหมด / จำนวนออเดอร์ที่ได้จากแอด แล้วนำ CPO ไปหักออกจากกำไรต่อออเดอร์ ถ้า CPO สูงกว่ากำไรต่อออเดอร์ แปลว่ายิงแอดแล้วขาดทุน

Q: จะรู้ได้ยังไงว่าร้านกำลังขาดทุนโดยไม่รู้ตัว?
A: สัญญาณเตือน: ยอดขายเพิ่มแต่เงินในบัญชีไม่เพิ่ม, ต้องเติมเงินลงทุนซ้ำ ๆ โดยไม่เห็นว่ากำไรไปไหน, รู้สึกว่า "ยิ่งขายยิ่งยุ่งแต่ไม่รวย" — ถ้าเจอแบบนี้ให้เริ่มคำนวณต้นทุนต่อออเดอร์ทันที