กลับไปบทความทั้งหมด

ขายของมือสองญี่ปุ่นในไทย 2569 เทรนด์ แหล่งสินค้า กำไรที่ควรรู้

Seller Pao·
**สรุปสั้นๆ ก่อนอ่าน:** ขายของมือสองญี่ปุ่นในไทยปี 2569 ยังทำกำไรได้จริง เยนอ่อนค่า กระแส thrifting มาแรงจนเชนญี่ปุ่นเร่งขยายสาขาในไทย แต่ยุคกำไรสบายๆ จบลงแล้ว เพราะภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรกเริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค. 2569 บทความนี้รวมเทรนด์ แหล่งสินค้า และวิธีคิดกำไรแบบที่แม่ค้าทำจริง

ทำไมของมือสองญี่ปุ่นถึงขายดีในไทยปี 2569

เริ่มจากตัวเลขที่ควรรู้ก่อน ตลาดรีuse หรือตลาดของใช้แล้วในญี่ปุ่นเอง โตแตะ 3.5 ล้านล้านเยน และยังขยายตัวต่อเนื่อง (สำนักข่าว Nippon TV รายงานเมื่อ 17 ก.พ. 2569) แปลว่าของดีไหลออกจากญี่ปุ่นจำนวนมากพอจะเป็นแหล่งสินค้าให้ร้านไทยได้จริง ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว

อีกปัจจัยที่หนุนโดยตรงคือค่าเงินเยน 100 เยนตอนนี้แลกได้ราว 22.05 บาท (ตรวจอัตราแลกเปลี่ยน 26 ส.ค. 2569) เทียบกับช่วงที่เยนแข็งกว่านี้มาก สินค้าญี่ปุ่นในสกุลเงินบาทถูกลงอย่างเห็นได้ชัด ราคาที่พ่อค้าแม่ค้าไทยจ่ายต่อชิ้นต่ำลง กำไรก็มีช่องว่างมากขึ้น

ฝั่งดีมานด์ก็ร้อนไม่แพ้กัน สื่อ Nikkei รายงานว่ากระแส thrifting ในไทยแรงจนเชนร้านมือสองญี่ปุ่นอย่าง 2nd Street ซึ่งมีกว่า 900 สาขาทั่วโลก เร่งขยายสาขาในไทยต่อเนื่อง บางสื่อถึงกับขนานนามไทยเป็นศูนย์กลาง thrifting แห่งใหม่ของเอเชีย

แล้วทำไมต้องของจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะ? เพราะวัฒนธรรมการดูแลของของคนญี่ปุ่น ชิ้นที่ซื้อมาแล้วใช้ไม่กี่ครั้ง สภาพยังเหมือนใหม่ ติดแท็กไม่เคยใช้ก็เจอบ่อย สินค้าจากโกดังยุโรปหรืออเมริกาสภาพสู้ไม่ได้ และเรื่องนี้คือจุดขายที่อธิบายลูกค้าได้ง่ายที่สุด

อีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญคือ TikTok คอนเทนต์ "เปิดกองของมือสองญี่ปุ่น" ไลฟ์คัดเสื้อผ้า เรียกยอดวิวและยอดสั่งซื้อได้จริง ทั้งสร้างดีมานด์ให้คนอยากซื้อ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากเปิดร้านตาม

ของมือสองญี่ปุ่นหมวดไหนขายดีที่สุด

หมวดที่เข้าถึงง่ายที่สุดคือเสื้อผ้าและยีนส์วินเทจ ราคาเริ่มต้นหลักสิบถึงหลักร้อยบาท ขายได้ทั้งร้านออนไลน์และตลาดนัด ยีนส์แบรนด์ดังรุ่นเก่าที่ผลิตในญี่ปุ่น แจ็กเก็ต workwear ขายได้ราคาดีเสมอ

กระเป๋าและรองเท้าแบรนด์เนมเป็นหมวดมาร์จิ้นสูงสุด แต่คัดเกรดต้องเข้ม เพราะของปลอมมีเยอะ และถ้าโดนจับได้ทีเดียวเสียทั้งเงินทั้งชื่อร้าน

ตุ๊กตา ของเล่น ฟิกเกอร์ ขายดีทั้งในไทยและต่างประเทศ Nikkei ระบุว่าตุ๊กตาและเซิร์ฟบอร์ดคือสินค้าที่ตลาดมือสองญี่ปุ่นขายให้ต่างชาติโตแรงที่สุด กลุ่มนี้คนไทยรู้จักดีโดยเฉพาะแบรนด์ที่เคยฮิตในญี่ปุ่นยุค 90

เครื่องครัว จานชาม แก้วน้ำ ขายง่ายเพราะราคาถูก แต่ข้อเสียคือน้ำหนักเยอะ ค่าส่งระหว่างประเทศคิดต่อกิโล ต้องคิดต้นทุนให้รอบคอบก่อนสั่งเป็นกอง

กล้องฟิล์มและเครื่องเสียงวินเทจเป็นกลุ่มคนชอบของเก่า ราคาดี แต่ต้องตรวจสภาพให้ละเอียดและเช็กกฎหมายนำเข้าก่อน เพราะสินค้าไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์มือสองมีข้อจำกัด

เทคนิคของคนที่ขายได้จริงคืออย่าเมินของใช้ในบ้านราคาหลักสิบเยน พวกแก้ว เซรามิก ของแต่งบ้าน คนไทยคุ้นเคยและซื้อง่าย ขายคล่องกว่าของแพงที่ต้องรอคนถูกใจ

แหล่งหาสินค้า: สั่งตรงจากญี่ปุ่น หรือซื้อกองในไทย

สั่งตรงจากญี่ปุ่น

ช่องทางหลักคือ Yahoo! Auctions Japan เว็บประมูลมือสองที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มีรายการสินค้าเป็นล้านชิ้น ราคาเริ่มต้นหลักสิบเยน ส่วน Mercari เป็นแอปขายของมือสองที่คนญี่ปุ่นใช้ประจำ รูปสินค้าจริง ของมาไว ถ้าอยากได้ของคัดเกรดดีก็มีร้านเชนอย่าง Book Off, Hard Off, 2nd Street ให้เลือก

จุดที่มือใหม่สะดุดคือเว็บเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่รับบัตรต่างประเทศและไม่ส่งออกนอกญี่ปุ่น ต้องใช้บริการตัวกลางหรือ proxy อย่าง Buyee, FROM JAPAN, ZenMarket ซึ่งคิดค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาสินค้า บวกค่าขนส่งระหว่างประเทศคิดต่อกิโล เปรียบเทียบเรตหลายเจ้าทุกครั้งที่สั่ง เพราะส่วนต่างตรงนี้คือกำไรหรือขาดทุน

ในไทยก็มีตัวกลางรับประมูลและรับสั่งของจากญี่ปุ่นหลายราย เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มนิดหน่อย แต่ไม่ต้องลุยเอง เหมาะกับคนที่อยากทดลองก่อน

ซื้อในไทย

ทางเลือกที่ทุนน้อยเริ่มได้คือซื้อกองเสื้อผ้ามือสองญี่ปุ่นตามโกดังหลายจังหวัด ขายเป็นกิโลหรือเป็นลูกบาศก์ คัดเอาแต่ชิ้นสภาพดีมาขาย

ร้าน 2nd Street สาขาในไทยก็ใช้เป็นแหล่งดูเทรนด์และซื้อมาขายต่อได้ ส่วนตลาดใหญ่อย่างจตุจักรโซนตึกแดง โครงการปัฐวิกรณ์ หรือย่านบางแสน เอาไว้เดินสำรวจราคาจริงและต่อยอดไอเดีย ซึ่งแนวคิดนี้มาจากบทความรวบรวมแหล่งช้อปของมือสองญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ที่เขียนไว้ก่อนหน้า

จุดแข็งของการเริ่มจากในไทยคือเงินหมุนน้อย ทดสอบว่าสินค้าอะไรขายออกก่อน แล้วค่อยขยายไปสั่งตรงจากญี่ปุ่น

คิดต้นทุนและกำไรยังไง พร้อมภาษีนำเข้า 2569 ที่ต้องรู้

ต้นทุนของของมือสองญี่ปุ่นหนึ่งชิ้นมีห้าก้อนเสมอ ราคาสินค้า ค่าบริการตัวกลาง ค่าขนส่งในญี่ปุ่นและระหว่างประเทศ อากรและภาษีนำเข้า กับต้นทุนในไทยอย่างการคัดเกรด ถ่ายรูป แพ็ก และค่าส่งถึงลูกค้า

ลองคำนวณตัวอย่างสมมติ ยีนส์มือสองราคา 500 เยน ค่าบริการตัวกลางราว 10% ค่าส่งระหว่างประเทศเฉลี่ย 250 เยนต่อชิ้น รวมราว 800 เยน หรือประมาณ 176 บาท พอบวกอากร ภาษี และค่าใช้จ่ายในไทย ต้นทุนรวมต่อชิ้นจะอยู่แถว 220–240 บาท ถ้าขายที่ 390–490 บาท เหลือกำไรขั้นต้นราว 40–50% ฟังดูดี แต่ถ้าคัดพลาดหรือขายไม่ออก เงินจมในสต๊อกทันที ข้อนี้ต้องกดดันตัวเองให้คิดบ่อยๆ

ภาษีนำเข้าปี 2569 คือสิ่งที่เปลี่ยนเกมที่สุด ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 สินค้าที่สั่งจากต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ถูกเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรก หรือก็คือ VAT 7% จากราคาแรก อย่าไปเชื่อสูตร "ของไม่เกิน 1,500 บาทไม่เสียภาษี" สำหรับการสั่งผ่านแพลตฟอร์มอีกต่อไป

ส่วนสินค้าที่ส่งเข้ามาทางไปรษณีย์มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ยังคงยกเว้นอากรขาเข้า โดยมีขั้นตอนปฏิบัติตามประกาศของไปรษณีย์ไทย ส่วนอากรขาเข้าของแต่ละหมวดคิดตามพิกัดศุลกากร เสื้อผ้าสำเร็จรูปจัดเป็นหมวดอัตราสูงถึง 30% ตรวจพิกัดและอัตราแลกเปลี่ยนประจำวันได้จากเว็บกรมศุลกากร

สินค้าต้องห้ามหรือควบคุมนำเข้าก็ต้องรู้ไว้ รถยนต์ใช้แล้วโดนห้ามนำเข้าตามมติคณะรัฐมนตรี (ยกเว้นรถโบราณตามเงื่อนไข) ยางรถยนต์ใช้แล้วก็ห้ามเช่นกัน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มือสองเสี่ยงถูกตีความว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ และของปลอมละเมิดลิขสิทธิ์โดนยึดได้ทุกเมื่อ เช็กประกาศกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศก่อนซื้อทุกครั้ง

ช่องทางขายของมือสองญี่ปุ่นที่ใช้ได้จริง

Shopee และ Lazada เป็นช่องทางแมส ตั้งร้านฟรี ขายง่าย แต่แข่งราคาแรง ส่วน TikTok Shop เหมาะกับของมือสองที่สุด เพราะคอนเทนต์คัดของและไลฟ์เปิดกองขายดีจริง Facebook Marketplace กับกลุ่มวินเทจและ LINE ก็ยังเป็นช่องทางต้นทุนศูนย์ที่ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้งานกัน

เทคนิคที่ใช้ได้จริง:

  • ถ่ายรูปหลายมุมและระบุสภาพจริงทุกจุด ทั้งรอยขาด คราบ หรือตำหนิ ลดปัญหาลูกค้าเคลมได้เยอะ
  • ตั้งราคาให้รวมค่าส่งในใจชัดเจน อย่าขายถูกจนหักต้นทุนแล้วไม่เหลือ
  • ไลฟ์สดคัดของแล้วเล่าแบรนด์ เล่าเรื่องของชิ้นนั้น ของมือสองขายด้วยเรื่องราว ไม่ใช่แค่ราคา
  • รับฝากขายของลูกค้าในสไตล์ consignment เพื่อลดภาระเงินสดจมในสต๊อก
  • ยิ่งขายหลายช่องทาง ออเดอร์ยิ่งเยอะ สต๊อกต้องตรงกันทุกช่องทาง ใช้[ระบบจัดการร้านค้าแบบ OMS](https://sellerpao.com/features/marketplace-integration)เชื่อม Shopee Lazada TikTok Shop ไว้ที่เดียว ตัดสต๊อกอัตโนมัติเมื่อมีออเดอร์ ไม่ต้องมานั่งไล่แก้สต๊อกทีละร้าน ลองดูวิธีจัดการออเดอร์หลายช่องทางได้ใน[บทความเรื่องการจัดการออเดอร์ข้ามแพลตฟอร์ม](https://sellerpao.com/blog/multichannel-order-management-guide)

บันทึกรายรับรายจ่ายทุกกองตั้งแต่วันแรก รู้ต้นทุนต่อชิ้นจริง รู้กำไรรายวัน ไม่ใช่รู้สึกว่าขายดีแต่เงินไม่เหลือ [ระบบรายงานและบัญชีของร้านออนไลน์](https://sellerpao.com/features/reports)ช่วยเรื่องนี้ได้ตรงๆ

ข้อควรระวังด้านกฎหมายที่หลายคนมองข้าม

รายได้จากการขายของมือสองคือรายได้ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ ไม่ใช่ "ขายของเก่าไม่ต้องเสีย" รายได้ถึงเกณฑ์ก็ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ หลายร้านมาเจอทีหลังตอนสรรพากรทวง เก็บหลักฐานการซื้อขายไว้ให้ครบ

ของปลอมแบรนด์เป็นความเสี่ยงใหญ่สุด ศุลกากรยึดเสื้อผ้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่ลักลอบนำเข้าทีละหลายร้อยชิ้นเป็นประจำ ของมือสองก็ผิดกฎหมายเดียวกัน ตรวจแบรนด์ให้ชัวร์ก่อนรับเข้าสต๊อก

เครื่องใช้ไฟฟ้ามือสองต้องตรวจสภาพและมาตรฐานก่อนขาย ทั้งความปลอดภัยของลูกค้าและความเสี่ยงของร้านเอง

คำถามที่พบบ่อย

**เริ่มขายของมือสองญี่ปุ่นต้องใช้เงินเท่าไหร่?**
เริ่มได้จากหลักพันถ้าซื้อกองในไทยคัดมาขาย หลักหมื่นถ้าสั่งตรงจากญี่ปุ่นผ่านตัวกลาง ที่สำคัญคืออย่าเอาทุนทั้งหมดไปซื้อกองเดียว ให้เหลือเงินหมุนสำหรับค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายระหว่างทาง

**สั่งของจาก Yahoo! Auctions หรือ Mercari ยังไง?**
สมัครบัญชีตัวกลาง proxy อย่าง Buyee หรือ FROM JAPAN ค้นหาสินค้า ชนะประมูลหรือกดซื้อ จ่ายค่าสินค้าบวกค่าบริการตัวกลาง รอรวมพัสดุแล้วส่งมาประเทศไทย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก แต่ต้องเผื่อเวลา 1–3 สัปดาห์และค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนกดประมูล

**ภาษีและอากรนำเข้าของมือสองคิดยังไง?**
สินค้าที่สั่งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ถูกเก็บ VAT 7% ตั้งแต่บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 2569 ส่วนสินค้าทางไปรษณีย์ไม่เกิน 1,500 บาทยังยกเว้นอากรขาเข้า อากรของแต่ละหมวดคิดตามพิกัดศุลกากร เช่น เสื้อผ้าอัตราสูงถึง 30%

**ขายของมือสองญี่ปุ่นที่ไหนดีที่สุด?**
เสื้อผ้าและของใช้ทั่วไปขายดีบน Shopee และ TikTok ส่วนของสะสมและแบรนด์เนมขายผ่าน Facebook กลุ่มและ LINE ได้ราคาดีกว่า หลายร้านใช้ทุกช่องทางพร้อมกันแล้ว[จัดการสต๊อกด้วยระบบเดียว](https://sellerpao.com/features/inventory-management)

**เสื้อผ้ามือสองญี่ปุ่นนำเข้าถูกกฎหมายไหม?**
นำเข้าเพื่อการค้าต้องปฏิบัติตามประกาศของกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ ไม่ใช่สินค้าต้องห้ามโดยรวม แต่ห้ามเด็ดขาดถ้าเป็นของปลอมละเมิดลิขสิทธิ์ และสินค้าบางหมวดอย่างรถยนต์ใช้แล้วหรือยางใช้แล้วมีข้อจำกัดเฉพาะ

สรุป: ของมือสองญี่ปุ่นยังขายได้ แต่ต้องคิดเป็นระบบ

ปี 2569 ของมือสองญี่ปุ่นยังเป็นธุรกิจที่คนเริ่มใหม่ทำได้จริง เยนอ่อนช่วยเรื่องต้นทุน กระแส thrifting ช่วยเรื่องดีมานด์ แต่ภาษีนำเข้าที่เก็บตั้งแต่บาทแรกทำให้ยุคกำไรลอยๆ จบลงแล้ว ใครคิดต้นทุนครบ คัดเกรดดี และจัดระบบสต๊อกหลายช่องทางให้ตรงกัน จะได้เปรียบชัดเจน

ถ้าเพิ่งเริ่ม แนะนำให้ลองจากกองเล็กๆ ในไทยก่อน ใครยังไม่มีร้านออนไลน์เป็นของตัวเอง อ่าน[วิธีขายของออนไลน์สำหรับมือใหม่](https://sellerpao.com/blog/how-to-sell-online-beginners)ประกอบได้เลย วัดว่าอะไรขายออก แล้วค่อยขยายไปสั่งตรงญี่ปุ่น และอย่าลืมบันทึกทุกออเดอร์ ทุกบาท ทุกชิ้นตั้งแต่แรก กำไรจริงจะบอกเอง ลองเริ่มจากชิ้นเล็กๆ ก่อนนะ

**อัปเดตล่าสุด:** 26 สิงหาคม 2569

แหล่งอ้างอิง

  • Nikkei Asia – Thrifting catches on in Thailand, and Japanese chains are going up a size: https://asia.nikkei.com/business/retail/thrifting-catches-on-in-thailand-and-japanese-chains-are-going-up-a-size
  • AMARIN TV – ตลาดแฟชั่นมือสองเดือด! 2nd Street ทำยังไงให้คนไทยควักเงินซื้อของเก่า: https://www.amarintv.com/spotlight/business-marketing/548857
  • Nippon TV NEWS NNN (17 ก.พ. 2569) – ตลาดรีuse ญี่ปุ่น 3.5 ล้านล้านเยน: https://news.ntv.co.jp/category/economy/bb1aed2cd7bc4476ab2647039d6f0156
  • Thai PBS – 1 ม.ค. 69 เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่ 1 บาท: https://www.thaipbs.or.th/news/content/500110
  • ไปรษณีย์ไทย – กฎระเบียบศุลกากรสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท: https://international.thailandpost.com/ciforderforms/
  • exchange-rates.org – อัตราแลกเปลี่ยนเยน-บาท (ตรวจ 26 ส.ค. 2569): https://www.exchange-rates.org/th/converter/jpy-thb/100
  • 2nd Street Thailand: https://2ndstreet-th.com/about/
  • zortout.com – แนวคิดต้นทางเรื่องแหล่งช้อปของมือสองญี่ปุ่นในไทย: https://zortout.com/blog/japanese-second-hand-items