Seller Pao
กลับไปบทความทั้งหมด

Blue Ocean vs Red Ocean หาตลาดใหม่ยังไงในยุคที่แข่งกันดุ

Nong Pao·

เคยรู้สึกไหมว่าขายของเหมือนกับร้านอีกพันร้าน แข่งราคาทุกวัน กำไรบางจนแทบไม่เหลือ? แต่พอคิดจะขายอะไรใหม่ก็ไม่รู้จะขายอะไร

ถ้าใช่ นั่นคือความรู้สึกของคนที่อยู่ใน Red Ocean — และตอนนี้ Red Ocean ของไทยดุกว่าเดิม มีผู้ขายออนไลน์ไทยกว่า 3 ล้านรายที่แข่งขันกันอยู่บน platform เดียวกัน เสนอของคล้ายกัน ลดราคาสู้กัน (ที่มา: ETDA, รายงาน E-Commerce ไทย 2568)

แต่ Blue Ocean มีอยู่จริง ถ้ารู้จักหา

Red Ocean คืออะไร?

Red Ocean คือ ตลาดที่มีอยู่แล้ว คู่แข่งเยอะ ทุกคนขายของเหมือนกัน แข่งกันที่ "ราคาต่ำสุด" กับ "ดีลที่ดีที่สุด"

ลักษณะ:

  • สินค้าที่ลูกค้าชินแล้ว คู่แข่งเยอะ ราคาถูกลงเรื่อย ๆ
  • กำไรน้อยลงเรื่อย ๆ ต้องลงทุน marketing สูง

ตัวอย่างในไทย:

  • ร้านเสื้อผ้าบน Shopee/Lazada แข่งราคาทุกวัน
  • ร้านกาแฟ ทุกซอยมีหลายร้าน
  • สายการบินราคาประหยัด ธุรกิจนำเข้าสินค้าจีน

Red Ocean ไม่ได้แย่นะ แต่อยู่รอดต้องอาศัยความสม่ำเสมอกับ execution ที่ดีกว่าคู่แข่ง

Blue Ocean คืออะไร?

Blue Ocean คือ ตลาดที่ยังไม่มีหรือยังไม่มีใครถึง แข่งขันต่ำ ลูกค้าไม่มีตัวเปรียบ ตั้งราคาได้สูงกว่า กำไรดีกว่า

หลักการ:

  • สร้าง demand ใหม่ ไม่แย่งลูกค้าจากตลาดเดิม
  • เพิ่ม value ในมิติที่ยังไม่มีใครทำ
  • ลดหรือกำจัดสิ่งที่ตลาดเดิม "ยึดถือ" แต่ลูกค้าไม่ได้ต้องการจริง

ตัวอย่างระดับโลก:

  • iPhone — เปลี่ยนนิยาม "ประสบการณ์ใช้มือถือ"
  • Netflix — จาก "เช่าหนัง" เป็น "ดูทุกที่ทุกเวลา"
  • Airbnb — จาก "โรงแรม" เป็น "พักกับคนท้องถิ่น"

เปรียบเทียบ Blue Ocean vs Red Ocean

มิติRed OceanBlue Ocean
แข่งขันสูงมากต่ำหรือไม่มี
Demandมีอยู่แล้วสร้างใหม่
กำไรบาง ลดเรื่อย ๆสูงกว่า ยั่งยืนกว่า
ราคาแข่งราคาลงกำหนดราคาได้
ความเสี่ยงต่ำ (ตลาดพิสูจน์แล้ว)สูง (ไม่แน่ว่า work)

ธุรกิจไทยที่ใช้ Blue Ocean สำเร็จ

KBank กับ K Plus

ธนาคารอื่นยังแข่งเรื่องสาขากับดอกเบี้ย KBank เดิมพันกับ digital banking ก่อนใคร กลายเป็นแอปที่ MAU สูงสุดในไทย สร้างน่านน้ำใหม่ในธุรกิจ Red Ocean สุด ๆ

ยันฮี วิตามิน วอเทอร์

โรงพยาบาลยันฮีขยายมาทำเครื่องดื่มสุขภาพ คนเห็น "โรงพยาบาล" = น่าเชื่อถือ positioning ที่ก็อปยาก

Food Delivery ยุคแรก

ตอน LINE Man กับ Grab Food เข้าไทยใหม่ ๆ ร้านที่ขึ้น platform แรก ๆ ได้ Blue Ocean ช่วง honeymoon

วิธีหา Blue Ocean สำหรับร้านเล็ก

Step 1: ดูว่ากลุ่มลูกค้าไหนถูก "ละเลย"

แบรนด์ใหญ่โฟกัสกลุ่มหลัก ทำให้มีคนที่ "อยากได้แต่ไม่มีใครทำให้" อยู่เสมอ

เช่น ครีมกันแดดสำหรับผิวคนไทย เสื้อผ้าคนตัวใหญ่ อาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุที่กินยาหลายตัว

Step 2: อะไรที่ "ตลาดบังคับมา" แต่ลูกค้าไม่ได้อยากได้?

ทุกร้านทำ แต่ลูกค้าไม่ value ก็ลดมัน แล้ว invest ในสิ่งที่ต้องการจริง ๆ

Step 3: Cross-industry innovation

เอา concept จากอุตสาหกรรมหนึ่งมาใส่อีกอุตสาหกรรม เช่น Subscription Box จาก beauty มาใช้กับสินค้าสัตว์เลี้ยง

Step 4: ทดสอบก่อนลงทุนเต็มตัว

ลอง pre-order batch เล็ก หรือ beta test กับกลุ่มเฉพาะก่อน

ข้อระวังของ Blue Ocean

  • ไม่ใช่ทุกไอเดียใหม่คือ Blue Ocean — บางทีที่ไม่มีใครทำเพราะตลาดไม่มีจริง ต้อง research ก่อน
  • Blue Ocean กลายเป็น Red Ocean ได้ — พอ work คู่แข่งจะเข้ามา เตรียม defend ไว้ด้วย
  • ต้อง execute ให้ดี — ไอเดียดีอย่างเดียวไม่พอ ต้อง deliver value ที่ promise

เลือกน่านน้ำไหน?

Red Ocean ถ้า: เพิ่งเริ่ม ต้องการ cash flow เร็ว ทรัพยากรจำกัด มีข้อได้เปรียบเช่น ต้นทุนต่ำกว่า

Blue Ocean ถ้า: ต้องการ growth ยั่งยืน พร้อมลงทุนเวลาพิสูจน์ตลาด มี insight ที่คนอื่นยังไม่เห็น

ในความจริง ธุรกิจส่วนใหญ่ผสมทั้งสอง ทำ Red Ocean เพื่อ income ระยะสั้น ค้นหา Blue Ocean เพื่อ growth ระยะยาว

FAQ

Q: Blue Ocean ต้องคิดใหม่ 100% เสมอไหม?
A: ไม่จำเป็น อาจเกิดจาก combine สิ่งที่มีอยู่ในรูปแบบใหม่ หรือทำกับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ยังไม่มีใครให้บริการ (ที่มา: ETDA, รายงาน E-Commerce ไทย 2568)

Q: อยู่ใน Red Ocean ดุมาก ควรทำยังไง?
A: เลือก niche ภายใน Red Ocean แทนที่จะแข่งตลาดกว้าง เช่น แทนที่ขาย "เสื้อผ้าแฟชั่น" ทั่วไป เน้น "เสื้อผ้าสำหรับคุณแม่ให้นม" ซึ่งแข่งน้อยกว่ามาก

Q: ธุรกิจเล็ก ๆ สร้าง Blue Ocean ได้จริงไหม?
A: ได้ ไม่ต้องเป็น mega innovation ร้านเล็กสร้าง micro Blue Ocean ใน niche ของตัวเองได้ เช่น ร้านแรกในจังหวัดที่ทำ X หรือร้านเดียวที่รับ customize แบบ Y