กลับไปบทความทั้งหมด

โปรแกรมสต๊อกสินค้า เลือกตัวไหนดี พร้อมวิธีเทียบให้เหมาะ

Seller Pao·

มีโปรแกรมสต๊อกสินค้าให้เลือกเยอะจนเลือกไม่ถูก บางตัวฟรี บางตัวแพงเป็นหมื่นต่อปี บางตัวโฆษณาครบทุกฟีเจอร์แต่พอใช้จริงกลับตัดสต๊อกไม่ได้หลายช่องทาง

หลายร้านมาถึงจุดนี้ตอนที่เริ่มขายหลายช่องทางพร้อมกัน ของหน้าร้านกับของออนไลน์นับไม่ตรงกัน ขายเกินเพราะนับสต๊อกคนละที่ ถึงเวลาต้องมีระบบจัดการสต๊อกจริงๆ แล้ว บทความนี้จะช่วยให้เทียบโปรแกรมสต๊อกสินค้าให้ตรงกับร้านคุณ

โปรแกรมสต๊อกสินค้าคืออะไร

คือระบบที่ช่วยบันทึกจำนวนสินค้าเข้า-ออก ตัดสต๊อกอัตโนมัติเมื่อขาย และเตือนเมื่อของใกล้หมด แทนการจดในสมุดหรือทำ Excel ที่ผิดพลาดง่าย ยิ่งร้านมีสินค้าหลายร้อยรายการ การไล่แก้สต๊อกใน Excel ทีละใบแทบเป็นไปไม่ได้

ทำไม Excel ถึงไม่พออีกต่อไป

Excel ใช้ได้ดีตอนสินค้า 30-50 รายการและขายช่องทางเดียว แต่พอสินค้าเกิน 200 รายการ ขาย 3 ช่องทาง และมีออเดอร์วันละ 50 ใบ การคีย์ยอดขายลง Excel จะเกิดความผิดพลาดอย่างน้อย 2-3 จุดต่อวัน เช่น คีย์ผิดตัว คีย์ซ้ำ หรือลืมคีย์ แล้วสต๊อกในไฟล์ก็ค่อยๆ ห่างจากของจริง จนวันหนึ่งร้านรับออเดอร์ที่ตัวเองไม่มีของ

วิธีเทียบโปรแกรมสต๊อกสินค้า

ดู 4 เรื่องเป็นหลัก

1. ตัดสต๊อกอัตโนมัติทุกช่องทาง

เมื่อขายที่ไหนก็ตัดสต๊อกที่นั่นทันที ไม่ว่าจะหน้าร้าน ออนไลน์ หรือโซเชียล ถ้าตัดสต๊อกไม่ได้ทุกช่องทาง ระบบนั้นก็ไม่ต่างจากสมุดจด

2. รองรับบาร์โค้ดและสินค้าหลายรุ่นหลายสี

ร้านขายเสื้อผ้าที่มี 5 สี 5 ไซซ์ จะมีสินค้า 25 รายการจากดีไซน์เดียว การสแกนบาร์โค้ดตอนรับของและหยิบของช่วยลดความผิดพลาดได้มาก แทนการนับด้วยตาและจดด้วยมือ

3. ดูสต๊อกคงเหลือแบบเรียลไทม์

เจ้าของร้านต้องเปิดดูได้ทุกที่ทุกเวลาว่าของเหลือเท่าไหร่ ไม่ใช่ต้องรอคนในร้านตอบ หรือรอปิดร้านแล้วค่อยนับ

4. มีรายงานที่ใช้ตัดสินใจได้จริง

รายงานสต๊อกค้าง สินค้าใกล้หมดอายุ และสินค้าขายดี คือสิ่งที่ทำให้รู้ว่าควรสั่งของอะไรเพิ่ม อะไรควรระบายออกก่อน อย่าเลือกระบบที่ดูสวยแต่รายงานใช้ไม่ได้

ฟรี vs เสียเงิน ต่างกันยังไง

เรื่องโปรแกรมฟรีโปรแกรมเสียเงิน
จำนวนสินค้าจำกัด เช่น 100-500 รายการไม่จำกัด
ตัดสต๊อกหลายช่องทางส่วนใหญ่ไม่ได้ได้ครบ
รายงานเชิงลึกมีน้อยมีครบ
ซัพพอร์ตน้อยหรือไม่มีมีทีมช่วยเหลือ
ความเสถียรพอใช้สูงกว่า

โปรแกรมฟรีมักจำกัดจำนวนสินค้า ผู้ใช้ หรือตัดสต๊อกไม่ได้หลายช่องทาง ส่วนแบบเสียเงินจะครบกว่าและมีซัพพอร์ตช่วยเมื่อติดปัญหา เลือกตามปริมาณออเดอร์จริง ไม่ใช่ตามราคา โปรแกรมแพงแต่ใช้ฟีเจอร์ไม่ถึงครึ่งก็ไม่คุ้ม

ร้านหลายช่องทางต้องดูอะไรเป็นพิเศษ

ถ้าขายทั้ง Shopee, Lazada, TikTok Shop พร้อมกัน ต้องเลือกโปรแกรมที่ตัดสต๊อกกลางก้อนเดียว มิฉะนั้นแต่ละช่องทางจะนับแยกกัน แล้วเกิดขายเกินหรือสต๊อกไม่ตรงในที่สุด

ยกตัวอย่างง่ายๆ ร้านมีเสื้อยืดสีดำเหลือ 10 ตัว ขาย 3 ช่องทาง ถ้าแต่ละช่องทางนับสต๊อกแยกกัน สองช่องทางแรกขายหมด 10 ตัวพร้อมกัน ร้านก็ต้องรับผิดชอบออเดอร์ที่เกินมาอีก 10 ตัว หรือยกเลิกออเดอร์ซึ่งเสียทั้งค่าธรรมเนียมและความเชื่อใจลูกค้า

ข้อควรระวัง

  • เช็คว่าโปรแกรมรองรับช่องทางที่ร้านใช้จริงครบหรือไม่ อย่าดูแค่รายชื่อช่องทางที่โฆษณา
  • ทดสอบการตัดสต๊อกด้วยออเดอร์จริงสัก 1 สัปดาห์ก่อนย้ายข้อมูลทั้งหมด
  • ตรวจสอบว่าระบบสำรองข้อมูลและส่งออกข้อมูลได้
  • ระวังโปรแกรมที่คิดค่าธรรมเนียมต่อออเดอร์เพิ่ม เมื่อยอดขายเยอะ ค่าใช้จ่ายแฝงอาจแพงกว่าค่าโปรแกรมรายเดือน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ข้อแรกคือย้ายข้อมูลจาก Excel เข้าระบบโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง สต๊อกตั้งต้นผิด ระบบก็ผิดตั้งแต่แรก ข้อสองคือไม่ตั้งจุดสั่งซื้อใหม่ รอให้ของหมดก่อนแล้วค่อยสั่ง ร้านเสียโอกาสขายไปหลายวัน ข้อสามคือไม่นับสต๊อกจริงเพื่อกระทบยอด ปล่อยให้ตัวเลขในระบบลอยห่างจากของจริงไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเจอของหายโดยไม่รู้สาเหตุ

สรุป

เลือกโปรแกรมสต๊อกสินค้าจากงานที่ใช้จริง ตัดสต๊อกอัตโนมัติ รองรับหลายช่องทาง และดูสต๊อกเรียลไทม์ได้ ร้านหลายช่องทางต้องเลือกแบบสต๊อกกลางเป็นหลัก และควรตั้งระบบให้ถูกต้องตั้งแต่วันแรก เพราะข้อมูลสต๊อกที่ดีคือพื้นฐานของการขายที่เติบโตโดยไม่เจ๊งเพราะของไม่พอ

อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง: สต๊อกติดลบ คืออะไร ทำไมเกิด + วิธีแก้ให้จบ · หลายคลัง ฝากขาย และโอนสต๊อก จัดการยังไงไม่ให้สับสน

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

โปรแกรมสต๊อกสินค้าฟรีใช้กับร้านหลายช่องทางได้ไหม

ตอบ: บางตัวจำกัดช่องทาง ควรเช็กว่ารองรับช่องทางที่ร้านใช้ครบหรือไม่ ถ้าฟรีตัดสต๊อกได้แค่ช่องทางเดียว ร้านหลายช่องทางควรจ่ายเพื่อระบบที่ตัดสต๊อกกลาง เพราะเสียค่าประกันน้อยกว่าค่าเสียหายจากออเดอร์เกิน

ควรย้ายจาก Excel ไปโปรแกรมสต๊อกเมื่อไหร่

ตอบ: เมื่อออเดอร์มากขึ้นจนไล่แก้สต๊อกใน Excel ไม่ทัน หรือเริ่มขายหลายช่องทาง สัญญาณชัดคือสต๊อกในไฟล์กับของจริงต่างกันเกิน 5% หรือมีออเดอร์ที่ต้องขอโทษลูกค้าว่าของหมด

โปรแกรมสต๊อกสินค้าราคาเท่าไหร่

ตอบ: เริ่มต้นไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือนสำหรับร้านเล็ก บางโปรแกรมมีแพ็กเกจรายปีที่ถูกรายเดือนลง ซึ่งคุ้มสำหรับร้านที่ใช้จริงทุกวัน ควรเทียบราคากับฟีเจอร์ที่ใช้จริง ไม่ใช่ซื้อแพงสุดแล้วใช้ไม่ครบ

ตัดสต๊อกอัตโนมัติสำคัญแค่ไหน

ตอบ: สำคัญที่สุด เพราะการตัดสต๊อกคือหัวใจของระบบ ถ้าตัดไม่ถูกต้อง ตัวเลขอื่นๆ ที่เหลือก็ไม่น่าเชื่อถือ ร้านควรทดสอบด้วยการขายจริงแล้วนับของเทียบก่อนวางใจ และกระทบยอดเป็นประจำทุกเดือน

โปรแกรมสต๊อกกับโปรแกรมบัญชีต้องใช้ตัวเดียวกันไหม

ตอบ: ไม่จำเป็น แต่ถ้าใช้ตัวเดียวกันจะดีกว่า เพราะยอดขายจากสต๊อกจะเข้าโปรแกรมบัญชีอัตโนมัติ ต้นทุนขายและกำไรคำนวณได้ตรง ไม่ต้องมานั่งโอนข้อมูลระหว่างสองระบบแล้วเสี่ยงตัวเลขไม่ตรงกัน

ร้านค้าส่งต้องใช้โปรแกรมสต๊อกไหม

ตอบ: ต้องใช้ และยิ่งสำคัญ เพราะขายส่งมีทั้งหน่วยขายส่ง หน่วยขายปลีก และโปรโมชันลดราคา ระบบที่ดีต้องรองรับการขายหลายหน่วยและบันทึกราคาต้นทุนถูกต้อง ไม่เช่นนั้นปิดงบแล้วกำไรไม่ตรงความจริง

บาร์โค้ดจำเป็นไหมสำหรับร้านเล็ก

ตอบ: ไม่จำเป็นต้องมีบาร์โค้ดจากโรงงาน ร้านพิมพ์สติกเกอร์บาร์โค้ดเองได้ ราคาแผ่นละไม่กี่บาท การสแกนแทนการคีย์เลขช่วยลดผิดพลาดได้มากเมื่อสินค้าเยอะ และทำให้รับของเข้าระบบไวขึ้น

ดูสต๊อกเรียลไทม์ผ่านมือถือได้ไหม

ตอบ: ได้ถ้าโปรแกรมนั้นเป็นระบบคลาวด์ เปิดแอปก็เห็นสต๊อกทุกสาขา เหมาะกับเจ้าของร้านที่ต้องรู้สถานะของตลอดเวลาแม้ไม่ได้อยู่หน้าร้าน หรือกำลังเดินทางไปเจรจากับซัพพลายเออร์

---
Seller Pao ตัดสต๊อกกลางอัตโนมัติทุกช่องทาง ดูคงเหลือเรียลไทม์ แผนฟรี 0 บาท / Growth 590 / Pro 1,490 บาทต่อเดือน รายปีลด 17% เริ่มใช้ฟรี 0 บาทได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต