# รายงานยอดขาย ทำยังไงให้รู้กำไรทุกวัน ไม่ต้องรอสิ้นเดือน

> https://sellerpao.com/blog/daily-sales-profit-report
> เผยแพร่: 2026-07-25T01:06:29.000Z
> อัปเดตล่าสุด: 2026-08-18T11:59:17Z

ปิดร้านมาเหนื่อยๆ แล้วยังต้องมานั่งรวมยอดขายใส่ Excel อีก บางทีก็ช้าไปกว่าจะรู้ว่ากำไรจริงๆ เท่าไหร่ ขายดีแต่กำไรหายไปไหนก็ไม่รู้ พ่อค้าแม่ค้าหลายคนเจอคำถามนี้ทุกสิ้นเดือน แล้วต้องมานั่งไล่บัญชีทีละช่องทาง

จริงๆ แล้วการรู้กำไรไม่ต้องรอสิ้นเดือน ถ้ามีรายงานที่ถูกต้อง ใช้เวลาแค่ 5 นาทีต่อวันก็เห็นภาพทั้งร้านแล้ว และยิ่งเห็นเร็ว ยิ่งแก้ทัน

บทความนี้จะพาไปดูว่ารายงานยอดขายควรมีอะไรบ้าง กำไรขั้นต้นกับกำไรสุทธิต่างกันยังไง ตัวอย่างคำนวณจริง และทำยังไงให้ได้ตัวเลขโดยไม่ต้องนั่งกรอกเอง

## ทำไมต้องดูรายงานยอดขายทุกวัน

รายงานยอดขาย คือข้อมูลที่บอกว่าร้านขายอะไรได้เท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ สินค้าไหนขายดี ตัวไหนค้างสต๊อก ซึ่งถ้าดูเป็นประจำจะตัดสินใจได้ไว เช่น ตัวไหนควรสั่งเพิ่ม ตัวไหนควรลดราคาเคลียร์ของ

ร้านที่ดูตัวเลขทุกวันปรับตัวได้ไวกว่าร้านที่รอปิดงบเดือนเดียวมาก บอกได้เลยว่าหลายร้านที่เจ๊งไม่ใช่ขายไม่ออก แต่ไม่รู้ว่ากำไรจริงๆ หายไปตรงไหน ตัวเลขรายวันคือกระจกที่ส่องให้เห็นปัญหาก่อนที่มันจะกลายเป็นวิกฤต

## รายงานควรมีอะไรบ้าง

รายงานที่ดีไม่ต้องซับซ้อน แค่ 4 ส่วนนี้ก็เพียงพอ

| ข้อมูล | บอกอะไร | ใช้ตัดสินใจอะไร |
| --- | --- | --- |
| ยอดขายรวม | ขายได้กี่บาท แยกช่องทางได้ | เห็นภาพรวม รู้อันดับช่องทาง |
| กำไรขั้นต้น | หักต้นทุนสินค้าแล้วเหลือเท่าไหร่ | รู้ว่าสินค้า margin ดีไหม |
| สินค้าขายดี/ขายช้า | จัดลำดับเลย | ตัวไหนสต๊อกเพิ่ม ตัวไหนเคลียร์ |
| ออเดอร์ค้างส่ง | ของที่ยังไม่ได้ส่ง | จัดลำดับงาน ไม่ลืมลูกค้า |

สี่ส่วนนี้พอรวมกันแล้ว เจ้าของร้านจะเห็นทั้งภาพใหญ่และรายละเอียด ต่อให้ไม่เก่งตัวเลขก็อ่านเข้าใจ

## กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันยังไง

สองคำนี้คนสับสนบ่อย กำไรขั้นต้นคือยอดขายหักแค่ต้นทุนสินค้า ส่วนกำไรสุทธิคือหักครบทุกค่าใช้จ่าย ทั้งค่าขนส่ง ค่าคอมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา ค่าเช่า ค่าแรง

ที่สำคัญคือ ร้านที่ดูแค่กำไรขั้นต้นอาจเข้าใจผิดว่าตัวเองกำไรดี ทั้งที่พอหักค่าใช้จ่ายอื่นครบแล้วอาจขาดทุน ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจจริงคือกำไรสุทธิ

## ตัวอย่างคำนวณกำไรให้เห็นภาพ

สมมติร้านขายสินค้า 100 ชิ้น ชิ้นละ 200 บาท ยอดขายรวม 20,000 บาท ต้นทุนสินค้าชิ้นละ 120 บาท รวม 12,000 บาท กำไรขั้นต้นจึงเท่ากับ 8,000 บาท หรือ 40% ของยอดขาย

แต่ยังไม่จบ ต้องหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก เช่น ค่า COD 2-3% ของยอด ประมาณ 400-600 บาท ค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์มประมาณ 5% อีก 1,000 บาท ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา และค่าบรรจุภัณฑ์ พอหักครบ กำไรสุทธิอาจเหลือเพียง 4,000-5,000 บาท จากยอดขาย 20,000 บาท

เห็นไหมว่าถ้าดูแค่กำไรขั้นต้น ตัวเลข 8,000 กับความจริง 4,000-5,000 ต่างกันเกือบครึ่ง ใครไม่รู้ตัวเลขจริง ก็คิดว่ากำไรดีทั้งที่จริงแค่พอกิน

## สัญญาณอันตรายที่ซ่อนในรายงาน

นอกจากยอดขายและกำไร ตัวเลขอีก 3 จุดที่ควรจับตา

1. ออเดอร์คืนของสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจมาจากสินค้าไม่ตรงปกหรือคุณภาพมีปัญหา

1. สินค้าค้างสต๊อกนานเกิน 60 วัน เงินจมอยู่ในของที่ขายไม่ออก

1. ยอดขายขึ้นแต่กำไรลง สัญญาณว่ากำลังแข่งราคาหรือค่าโฆษณาพุ่ง

ถ้าเจอสัญญาณพวกนี้ในรายงานประจำวัน จะแก้ได้ก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม รอสิ้นเดือนค่อยเห็นอาจสายไป

## ทำยังไงให้ไม่ต้องนั่งกรอกเอง

ถ้าร้านขายหลายช่องทาง ยอดจะกระจัดกระจาย การ Export มารวมใน Excel แล้วบวกลบเอง ผิดพลาดง่ายและกินเวลา ระบบหลังบ้านช่วยรวมทุกช่องทางมารายงานเดียวได้ ไม่ต้องกรอกซ้ำ

บางระบบตั้งส่งรายงานเข้าอีเมลหรือ LINE อัตโนมัติทุกเช้าได้ด้วย สมมติขายผ่าน 3 ช่องทางพร้อมไลฟ์สด ระบบจะรวมยอดทั้งหมดมาเป็นกำไรสุทธิให้ดูในหน้าเดียว ประหยัดเวลาไปวันละเกือบชั่วโมง แถมตัวเลขตรงกันทุกที่

## ข้อควรระวังที่ทำให้ตัวเลขมั่ว

1. ลืมบันทึกค่าใช้จ่าย เช่น ค่าโฆษณา ค่าแพ็กของ ตัวเลขกำไรจะสูงกว่าความจริง

1. นับยอด COD ผิด เพราะเงินยังไม่เข้าจริง ตอนลูกค้ายังไม่รับของ

1. ใช้หลายไฟล์หลายสูตร บวกทีละไฟล์แล้วพลาด

1. ไม่แยกช่องทางขาย ทำให้ดูไม่ออกว่าช่องทางไหนได้กำไรจริง

ร้านที่เจอปัญหาเหล่านี้บ่อย มักแก้ด้วยการให้ระบบรวบรวมตัวเลขจากทุกที่ให้อัตโนมัติ แล้วค่อยตรวจทานเป็นช่วงๆ

## สรุป

เริ่มจากดูยอดขายรวมและกำไรขั้นต้นทุกวันก่อน แล้วค่อยลงลึกเรื่องสินค้าขายดีและกำไรสุทธิ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที แต่ช่วยให้รู้ทันทุกการเปลี่ยนแปลง

ส่วนการป้อนข้อมูล ให้ระบบช่วยรวมอัตโนมัติ จะได้ไม่ต้องเป็นนักบัญชีมือสมัครเล่นหลังปิดร้านทุกคืน พอตัวเลขตรงและมาไว การตัดสินใจเรื่องสต๊อก ราคา และโฆษณาก็แม่นขึ้นตามไปด้วย

อ่านเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง: [รายงาน 3 ตัวที่ร้านออนไลน์ต้องดูทุกวัน](https://sellerpao.com/blog/daily-reports-online-store) · [ยอดเงินไม่ตรงกับยอดขาย แก้ยังไง + กระทบยอด COD](https://sellerpao.com/blog/cod-money-mismatch-fix)

## คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

### กำไรขั้นต้น กับ กำไรสุทธิ ต่างกันยังไง

ตอบ: กำไรขั้นต้นคือยอดขายหักแค่ต้นทุนสินค้า ส่วนกำไรสุทธิหักครบทุกค่าใช้จ่าย ทั้งค่าขนส่ง ค่าคอมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา ค่าเช่า ค่าแรง ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจจริงคือกำไรสุทธิ เพราะสะท้อนเงินที่เหลือจริง

### ต้องดูรายงานบ่อยแค่ไหน

ตอบ: อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แต่ร้านที่ขายดีแนะนำดูยอดรวมทุกวัน ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที ถ้าใช้ระบบส่งรายงานอัตโนมัติเข้าอีเมลหรือ LINE ตอนเช้า แค่เปิดอ่านก็รู้ภาพทั้งร้านแล้ว

### รายงานจากระบบกับ Excel ต่างกันยังไง

ตอบ: Excel ต้องกรอกและรวมเอง ผิดพลาดง่าย ยิ่งหลายช่องทางยิ่งมั่ว ส่วนระบบดึงข้อมูลจากทุกช่องทางมารวมให้อัตโนมัติ ตัดสต๊อกและคำนวณกำไรให้ แถมตัวเลขตรงกันทุกที่ ไม่ต้องไล่บวกลบเอง

### ยอดขายดีแต่กำไรหาย เกิดจากอะไร

ตอบ: ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายแอบแฝง เช่น ค่า COD 2-3% ค่าคอมมิชชัน ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ที่ไม่ได้บันทึก หรือสินค้าถูกเคลม/คืนเยอะ ต้องดูรายงานกำไรสุทธิแบบแยกช่องทางเพื่อหาจุดที่รั่ว

### ตัวเลขในรายงานไม่ตรงกับยอดเงินในบัญชี ทำยังไง

ตอบ: เช็กยอด COD ที่ยังไม่ได้รับเงินก่อน เพราะเงินจะเข้าหลังลูกค้ารับของแล้ว ถ้ายังไม่ตรง ให้ไล่เช็กออเดอร์ที่ถูกยกเลิก คืนเงิน และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ซึ่งหลายครั้งเป็นตัวการของตัวเลขไม่ตรง

### มือใหม่ไม่เก่งตัวเลข ดูรายงานยังไงดี

ตอบ: ดูแค่ 3 อย่างก่อน คือยอดขายรวม กำไรขั้นต้น และจำนวนออเดอร์ค้างส่ง แล้วค่อยเพิ่มตัวเลขอื่นทีหลัง ระบบส่วนใหญ่ทำกราฟให้ดูง่ายอยู่แล้ว ไม่ต้องคำนวณเอง

### รายงานยอดขายช่วยเรื่องสต๊อกยังไง

ตอบ: ดูว่าสินค้าตัวไหนขายดีและขายช้า ตัวขายดีสั่งเพิ่มก่อนของหมด ตัวขายช้าลดราคาเคลียร์ กันเงินจมในสต๊อก ข้อมูลนี้จะแม่นที่สุดถ้าตัดสต๊อกอัตโนมัติทุกครั้งที่ขาย

### ต้องมีนักบัญชีถึงจะอ่านรายงานเป็นไหม

ตอบ: ไม่จำเป็น สำหรับรายงานประจำวัน เจ้าของร้านอ่านเองได้ ถ้าเจอตัวเลขผิดปกติค่อยให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยลงลึก แต่การมีตัวเลขที่ถูกต้องส่งให้ผู้เชี่ยวชาญต่อ ก็ช่วยลดค่าบริการไปได้เยอะ

---
Seller Pao รวมรายงานยอดขายทุกช่องทางมาในหน้าเดียว พร้อมกำไรแบบเรียลไทม์และส่งรายงานเข้าอีเมล/LINE อัตโนมัติ แผนเริ่มต้นฟรี 0 บาท Growth 590 บาท/เดือน Pro 1,490 บาท/เดือน (รายปีลด 17%) เริ่มใช้ฟรี 0 บาทได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
